ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน

ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน (ไม่เรียงตามลำดับ)
ผ้าทำม่านมีลักษณะแบบไหนบ้าง? ลักษณะผ้าแบบไหนที่เหมาะสำหรับตัดเย็บผ้าม่าน? ลักษณะของผ้าโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับการทอเส้นด้าย ผ้าที่มีชนิดเดียวกันอาจใช้ขนาดเส้นด้ายที่แตกต่างกัน เวลาโรงงานผ้าม่านปั่นเส้นด้าย ร้านผ้าม่านสามารถสั่งกำหนดได้ว่าจะใช้เส้นด้ายเบอร์เล็กหรือเส้นด้ายเบอร์ใหญ่ ถ้าทางร้านผ้าม่านอยากได้ผ้าม่านที่มีความละเอียดอ่อนมาก ก็จะสั่งให้โรงงานทอผ้าด้วยเส้นด้ายเบอร์เล็ก เส้นด้ายขนาดเล็กสามารถทอได้อย่างละเอียดอ่อนและแน่นกว่าเส้นด้ายขนาดใหญ่ แต่กระบวนการ (Processing) ในการปั่นเส้นด้ายเล็กจะต้องมากกว่าและยากกว่าเส้นด้ายขนาดใหญ่ด้วย ในการปั่นทอผ้าด้วยเส้นด้ายขนาดเล็ก ร้านผ้าม่านจะได้ผ้าที่มีความละเอียดอ่อนแต่ไม่ค่อยหนา เหมาะทำกับผ้าม่านที่เน้น Soft Touch มากกว่าประสิทธิภาพในการกันแสง ถ้าร้านผ้าม่านอยากได้ผ้าที่มีเนื้อหนาและกันแสงได้ดี โดยที่ไม่ต้องละเอียดอ่อนมากนัก ก็สามารถสั่งโรงงานให้ทอผ้าด้วยเส้นด้ายเบอร์ใหญ่ได้

ร้านผ้าม่านมักจะเลือกสั่งโรงงานผ้าให้ผลิตผ้าทำม่านด้วยเส้นด้ายเบอร์ใหญ่แต่ร้านขายเสื้อผ้ามักจะเลือกสั่งโรงงานให้ผลิตผ้าที่ใช้เส้นด้ายเบอร์เล็ก เพราะความต้องการของตลาดผ้าแต่ละตลาดไม่เหมือนกัน ตลาดผ้าม่านต้องการผ้าที่มีเนื้อหนา ไม่เน้นความละเอียดอ่อน แต่ตลาดเสื้อผ้าจะเน้นความละเอียดอ่อนของผ้า สวมแล้วไม่คัน ต้องเป็นผ้าที่ระบายอากาศดี ใส่แล้วไม่ร้อน เป็นต้น

ผ้าม่านที่ดีนอกจากตัดเย็บให้เข้ารูปหน้าต่างประตูบ้านแล้ว ยังควรเป็นมิตรกับผู้ใช้และสอดคล้องกับ Interior Design ของห้องอีกด้วย การเลือกผ้าทำผ้าม่านควรเลือกใช้ผ้าที่ทนทานต่อแสงแดด สีไม่ซีดจางลงง่าย ดูสวยใหม่ในระยะยาว และดูแลรักษาง่ายและสะดวก

การเลือกผ้าทำม่านที่ดีควรมองที่ความสวยงาม ความเป็นมิตรกับผู้ใช้ (User-Friendly) และความสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์อินทีเรียดีไซน์ ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการผ้าม่านที่ทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน บางคนต้องการผ้าม่านที่ดูแลรักษาทำความสะอาดง่าย ส่วนบางคนต้องการผ้าม่านที่มีเนื้อเงาประกายให้ห้องดูสวยหรู เป็นต้น การเลือกผ้าทำม่านต้องสอดคล้องกับความต้องการของเราจากผ้าม่าน วันนี้เรามาดูกันว่าผ้าทำม่านแต่ละชนิดมีแบบไหนบ้างและคุณสมบัติของผ้าแต่ละอย่างที่โดดเด่น

ผ้าทำผ้าม่านควรรักษารูปทรงสวย ไม่ยับง่าย ไม่ลุ่ยหรือง่ายต่อการขีดข่วน และมีเนื้อหนาแน่นสำหรับการป้องกันแสงแดด การใช้ผ้าม่านกันยูวีในตัวจะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ การทอเส้นด้ายกันรังสีในเนื้อผ้าจะยกระดับของความทนทานและประสิทธิภาพของผ้าม่านในการป้องกันแสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่ผ้าที่มีการทอเส้นด้ายกันยูวีจะใช้กับผ้าใยสังเคราะห์ Polyester

1) ผ้าชนิดใยสังเคราะห์โพลีเย็สเตอร์ (Polyester): ผ้าใยสังเคราะห์ เป็นผ้าที่เหมาะใช้สำหรับทำผ้าม่านเพราะเป็นผ้าที่ไม่จับฝุ่น ไม่ยับง่าย และมีน้ำหนักทิ้งตัวดี ผ้าใยสังเคราะไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อย ใช้ได้กับผ้าม่านลายพิมพ์และทอลายในตัว มีคุณสมบัติการรักษารูปทรงดี ไม่ยืดหรือหดง่ายๆ ไม่ลุ่ย ไม่ขุย ทนทาน ยากต่อการชำรุดจากรอยขีดข่วน สีไม่ซีดง่าย ซักเครื่องได้ ทำความสะอาดสะดวก พื้นผิวผ้าดูใหม่ในระยะเวลานาน เหมาะสำหรับทำผ้าม่านและการใช้ตกแต่งภายในอย่างยิ่ง

ผ้าโพลีเย็สเตอร์จะเหมาะกับการทำผ้าม่านเป็นอย่างมากเพราะเรื่องของความทนทาน การต่อต้านแสงแดดดีเยี่ยม สีไม่จางลงหลังจากซัก เนื้อผ้าไม่หดหลังโดนน้ำ และยังเป็นชนิดผ้าที่รักษารูปทรงสวยงามในระยะยาวอีกด้วย ผ้าโพลีเย็สเตอร์สมัยนี้จะประยุกต์ใช้ทอกับเส้นด้ายกันยูวี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ความร้อน และรังสี Ultraviolet

2) ผ้าชนิดซาติน (Satin): ผ้าม่านซาติน เป็นชนิดผ้าที่มีความเงาข้างหนึ่งแต่ด้านอีกข้างหนึ่ง ข้างที่เงาจะสะท้อนแสงแล้วดูสวยโดดเด่นคล้ายๆกับผ้าไหม เป็นผ้าที่ไม่จับฝุ่นบ่อยแต่เย็บยากเพราะผิวผ้าลื่นมากและสามารถลุ่ยได้ง่าย

ผ้าซาตินจะมีความเงาและลื่น ทำให้ไม่เกาะฝุ่นและรักษาทำความสะอาดง่าย เนื้อผ้าจะนุ่มต่อสัมผัส เราสามารถนำผ้าซาตินมาประยุกต์ใช้ในการตัดเย็บเสื้อผ้าและยังเป็นที่นิยมใช้กันในการตกแต่งภายใน ผ้าชนิดนี้เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นดี รักษาทรงรูปสวย ซักง่ายแห้งเร็ว แต่อาจเหมาะกับเสื้อผ้ามากกว่าผ้าม่าน ซึ่งต้องการความทนทานและประสิทธิภาพสูงในการป้องกันแสงแดด

3) ผ้าชนิดแจ๊คการ์ด (Jacquard):เป็นชนิดผ้าทอลายในตัว เป็นผ้าที่เหมาะมากสำหรับทำผ้าม่าน เพราะลายในตัวดูสวยชัด และเวลาซัก สีจะไม่ตก ลายผ้าทอลึกลงไปในผ้า ทำให้ลายผ้าทนทาน สีไม่จางลงง่ายๆ ดูสวยคงเดิมในระยะยาว ผ้าลายแจ็คการ์ดจะเป็นผ้าทอลายในตัว ไม่มีการใช้ระบบพิมพ์ลายหรือ “Printing” เพราะฉะนั้นสีของดีไซน์ผ้าจะไม่ซีดหรือจางลงเหมือนผ้าพิมพ์ลาย

4) ผ้าชนิดฝ้าย (Cotton): ผ้าฝ้ายเหมาะสำหรับตัดเย็บผ้าม่านเพราะมีความหนา ทิ้งตัวดีมีน้ำหนัก สีและลายพิมพ์บนพื้นผิวผ้าคมชัด สวยเด่น และสามารถนำมาซักทำความสะอาดง่าย ข้อเสียของผ้าฝ้ายคือซักผ้าม่านแล้วจะหด ผ้าจับฝุ่นง่าย ต้องทำความสะอาดบ่อย

ผ้าฝ้ายเป็นผ้าอีกชนิดหนึ่งที่มาจากธรรมชาติและนิยมใช้ในการทำผ้าม่านเพราะมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการถ่ายเทอากาศในห้อง ข้อเสียของผ้าม่านฝ้ายอยู่ที่การเลอะสกปรกง่าย ทำให้ต้องซักบ่อย ยับง่าย ทำให้ต้องรีดบ่อย แต่อายุการใช้งานถือว่าดีเยี่ยมเพราะเป็นชนิดผ้าที่ทนทานต่อแสงแดด ผ้าฝ้ายใช้งานได้นานแต่สีจะซีดไวกว่าผ้าชนิดใยสังเคราะห์

5) ผ้าชนิดกำมะหยี่ (Velvet): เนื้อผ้ากำมาหยี่เหมาะสมกับการตัดเย็บทำผ้าม่านเพราะเป็นชนิดผ้าที่มีเนื้อหนาแน่นและหนัก ผ้าเนื้อนี้เพิ่มเสน่ให้กับหน้าตาของห้องได้อย่างดีเพราะเป็นเนื้อผ้าที่เงาเป็นประกาย คนต่างชาติชอบพูดว่าผ้าเนื้อกำมะหยี่ หรือ ผ้าชนิด Velvet เป็นผ้าที่เหมาะกับทำผ้าม่านธีมพระราชา (Royalty) ผ้ารุ่นนี้จะมีเนื้อที่ออกเงา ดูเด่นสวย ผ้ากำมะหยี่ช่วยบังแสงแดดไม่ให้เข้ามาในบ้านได้ดี โดยเฉพาะผ้ากำมะหยี่สีเข้มจะกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน แต่ผ้าม่านสีอ่อนจะทำให้พื้นที่ห้องดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตากว่า ข้อเสียของผ้ากำมะหยี่คือต้องปัดฝุ่นบ่อยเพราะมีผิวเนื้อผ้าที่จับฝุ่นง่ายกว่าผ้าทำม่านชนิดอื่น

ผ้ากำมะหยี่เป็นที่นิยมใช้ในการตัดเย็บผ้าม่านเพราะดูมีงดงามมีเสน่ห์ ทำให้ห้องมีภาพลักษณ์หรูหรา ดูสวยอย่างมีระดับ ผ้ากำมะหยี่มีข้อดีในเรื่องของความนุ่มสบายต่อสัมผัส แต่การรักษาทำความสะอาดจะไม่ง่ายเหมือนผ้าโพลีเย็สเตอร์หรือผ้าซาติน เพราะจะจับฝุ่นค่อนข้างง่าย และชำรุดเสื่อมได้ง่ายเวลาโดนความชื้นมากๆ

6) ผ้าไหม (Silk): ผ้าไหมจะมีความสวยสง่างามของเส้นใยธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นชนิดผ้าไทยที่มีเสน่ห์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ผ้าไหมทำจากเส้นใยที่มาจากธรรมชาติ (คายออกจากหนอนไหม) มีคุณสมบัติที่นุ่มสบายต่อสัมผัส มีเนื้อที่เหนียวแน่นทำให้ยืดหยุ่นดี ข้อเสียของการใช้ผ้าไหมทำผ้าม่านอยู่ที่อายุการใช้งานเมื่อเทียบกันกับผ้าใยสังเคราะห์ เส้นใยไหมจะเสื่อมคุณภาพได้เวลาโดนความร้อนสูงจากแสงแดด และยังสามารถชำรุดได้เพราะมีเส้นใยที่แมลงชอบกัดกิน ทำให้ผ้าชนิดนี้ดูแลยากกว่าผ้าชนิดอื่นๆ เราสามารถนำผ้าไหมไปประยุกต์ใช้กับเครื่องนุ่งห่มและการตกแต่งภายใน (Interior Design) จุดเด่นของผ้าไหมอยู่ที่เป็นชนิดผ้าเดียวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันงดงามของประเทศบ้านเรา และให้ชาวโลกได้เห็นถึงผลงานสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

ผ้าไหมเป็นชนิดผ้าที่มีความงดงามของเส้นไหมที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ผ้าชนิดนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นเนื้อผ้าที่สวยหรูดูมีเสน่ห์ ได้รับ Global Recognition ในเรื่องของคุณภาพและความสร้างสรรค์ในศิลปวัตถุที่ถ่ายทอดความเป็นไทย

7) ผ้าลินิน (Linen): ผ้าลินินเป็นชนิดผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติเช่นเดียวกับผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่จะแตกต่างกันตรงที่วัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มาจากพืชแฟลกซ์ (Flax) จุดเด่นของผ้าลินินจะคล้ายกับผ้าฝ้ายซึ่งจะอยู่ที่ความทนทาน (เพราะมีเส้นใยที่เหนียวแน่น) มีคุณสมบัติที่ดูดความชื้นจากอากาศ และช่วยในการถ่ายเทอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ผ้าลินินสามารถนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าได้ดี เพราะใส่แล้วไม่ร้อนแถมยังนุ่มสบายต่อสัมผัสอีกด้วย ผ้าม่านลินินก็จะมีข้อดีเดียวกับผ้าฝ้ายเช่นกัน นั่นก็คือเป็นผ้าม่านที่ระบายอากาศในห้องได้ดี ทำให้ห้องไม่รู้สึกร้อนอบอ้าว แต่ข้อเสียจะอยู่ที่มีคุณสมบัติที่ยับง่าย ทำให้เวลาใช้เป็นระยะเวลานานแล้วจะต้องถอดมารีดใหม่เพื่อรักษารูปทรงเดิม

ผ้าลินินเป็นชนิดผ้าที่มีความทนทานสูง เป็นผลิตภันฑ์ธรรมชาติที่มาจากพืชแฟลกซ์ ผ้าลินินจะมีคุณสมบัติคล้ายกันกับผ้าฝ้าย นั่นก็คือมีประสิทธิภาพสูงในการระบายอากาศและนุ่มต่อสัมผัส  อาจเหมาะกับการใช้ตัดเย็บเสื้อผ้ามากกว่าผ้าม่าน

ผ้าทำม่านแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ผ้าบางประเภทจะเหมาะกับการตัดเย็บผ้าม่านที่ทำความสะอาดง่ายและสะดวก แต่บางชนิดจะดูแลรักษายากกว่าแต่เหมาะกันการตกแต่งบ้านแบบสวยหรูอลังการ ที่สำคัญคือเราต้องเลือกผ้าทำม่านที่สอดคล้องกับความต้องการของเราและจุดประสงค์ที่ต้องการได้จากผ้าม่าน ถ้าเราอยากได้ผ้าม่านที่ทนทาน ไม่จับฝุ่น และดูแลรักษาง่าย การเลือกผ้าม่านเนื้อโพลีเย็สเตอร์จะเหมาะที่สุด ถ้าเราอยากได้ผ้าม่านที่สะท้อนถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทย การเลือกใช้ผ้าไหมมาตัดผ้าม่านอาจเหมาะสมกว่า เป็นต้น 

ร้านผ้าม่าน Fabric Plus (ถนนพาหุรัด) ขายปลีกและส่ง ผ้าสำหรับตัดเย็บผ้าม่านหลากหลายประเภท คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาประหยัด เรานำเข้าเอง มีโชว์รูมให้ลูกค้าได้ชมผ้าแบบจุใจ ในร้านมีผ้าสำหรับทำผ้าม่านเป็นม้วนๆ มีแบบอย่างผ้าม่านให้ชมมากมาย เรามีบริการตัดเย็บและติดตั้งครบวงจรในทุกแห่งในกรุงเทพฯ Continue reading ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน

การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

ในการซื้อบ้านใหม่ เราควรคำนึงถึงลำดับการจัดตกแต่งบ้านเพื่อให้งานสะอาด ละเอียด และราบรื่นที่สุด ก่อนที่จะติดตั้งผ้าม่านในบ้าน เราต้องทำงานตกแต่งบ้านอะไรให้เสร็จสิ้นก่อนบ้าง?

ต้องติดผ้าม่านหลังงานต่อเติมบ้าน: ในเวลาหลายครั้ง ตอนซื้อบ้านใหม่ได้แล้ว เรายังอยากที่จะได้งานต่อเติมบ้านอีกเพื่อที่จะปรับแต่งคอนเซ็ปต์บ้านให้เข้ากับสไตล์ที่เป็นตัวเรา งานต่อเติมมีหลายชนิดและเป็นงานที่ส่วนใหญ่ต้องใช้ปูนและวัสดุก่อสร้างต่างๆ แน่นอนว่าเวลาทำงานมักจะก่อฝุ่นละอองให้กระจายไปทั่วบ้าน ถ้าเราซื้อผ้าม่านมาติดตั้งไว้ในบ้านก่อน ก็อาจจะทำให้ผ้าม่านสกปรกได้และไม่ดูใหม่เหมือนเดิม ดังนั้นงานต่อเติมบ้านต่างๆ ต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะเริ่มติดผ้าม่าน

ต้องติดผ้าม่านหลังงาน Built-In: นอกจากงานต่อเติมบ้านแล้ว งานเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินต่างๆ ก็ควรจะทำให้เสร็จก่อนติดตั้งผ้าม่าน เพราะงานชนิดนี้ก็ทำให้เกิดฝุ่นละอองให้กระจายไปทั่วบ้านได้เหมือนกัน งานบิวท์อิน งานแอร์ งานติดตั้งเหล็กดัด งานเหล่านี้ต้องเจาะผนัง เจาะกำแพงปูน สร้างฝุ่นผง ละอองซีเมนต์มากมาย งานไม้ต่างๆก็สร้างฝุ่นมากเช่นกัน อย่างเช่นงานเหล็กดัด ช่างเหล็กต้องการพื้นที่ว่างทำงาน ถ้ามีผ้าม่านอยู่แล้ว ช่างเหล็กก็มักจะถอดผ้าม่านออกมาก่อนและอาจทำให้ผ้าม่านเลอะได้ การที่เราติดตั้งรางม่านและได้แขวนผ้าม่านลงบนรางแล้ว เราไม่ควรที่จะถอดม่านออกมาอีกจนกว่าถึงเวลาต้องซักผ้าม่านหรือซื้อผ้าม่านใหม่ การถอดผ้าม่านเข้าๆออกๆจะทำให้ผ้าสกปรกได้ง่าย ดังนั้นงานตกแต่งใดๆที่ต้องทำให้เราต้องถอดผ้าม่านออกมานั้นควรจะทำให้เสร็จสิ้นก่อน

ต้องติดผ้าม่านหลังงาน Wallpaper: งานวอลเปเปอร์ติดผนังเป็นอีกอย่างที่ควรจะทำก่อนสั่งตัดผ้าม่าน แต่ต้องทำหลังงานบิวท์อินต่างๆ เสร็จสิ้นลงแล้ว งานวอลเปเปอร์เป็นงานละเอียดที่ต้องใช้พื้นที่ในการทำงานมากเพื่อผลงานที่เนียนและสวยที่สุด เราควรที่จะปล่อยพื้นที่บ้านและกำแพงให้ว่างเปล่าเพื่อให้ช่างทำงานง่ายขี้น ดังนั้นการซื้อเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งบ้านก็ควรที่จะทำหลังงานวอลเปเปอร์เสร็จสิ้นแล้ว แต่เวลาวางเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆในบ้านก็ควรทำโดยระมัดระวังไม่ให้วอลเปเปอร์ถลอก

ดังนั้นเราต้องติดต้้งผ้าม่านตอนไหน?

ผ้าม่านคือ Finishing Touch ของการแต่งบ้าน: คำตอบก็คือการติดตั้งผ้าม่านต้องทำในลำดับสุดท้ายเลย หลังงานก่อสร้างเพิ่มเติม งานบิวท์อิน งานเฟอร์นิเจอร์ งานเหล็กดัด งานวอลเปเปอร์ ฯลฯ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เพื่อให้ช่างผ้าม่านสามารถทำงานติดตั้งได้อย่างละเอียดและสะอาด และเป็นการป้องกันไม่ให้ผ้าม่านสกปรก เลอะ หรือโดนฝุ่นผงต่างๆ เปื้อนในช่วงตกแต่งบ้าน ผ้าเป็นสิ่งของที่เปื้อนง่ายกว่าสิ่งของอื่นๆ และถ้าอยากให้ผ้าม่านยังดูสวยใหม่เวลาขึ้นบ้าน ก็ควรติดผ้าม่านหลังงานเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งบ้านต่างๆ จบลงหมดแล้ว  ผ้าม่านคือการเติมเต็มของการแต่งบ้าน ให้หน้าตาบ้านดูกระจ่างใสและอ่อนโยน สร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้านเป็นที่น่าอยู่ 

อิทธิพลของผ้าม่าน: ผ้าม่านที่สะอาดจะทำให้เพิ่มบรรยากาศในบ้านให้ดูสดชื่นสบายตายิ่งขึ้น ผ้าม่านสวยๆ สามารถนำความสุขสบายให้ผู้อาศัยอยู่ได้ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจของเราด้วย Continue reading การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

วิธีคำนวณผ้าม่านระหว่างเมตรและหลา

วิธีคำนวณผ้าม่านระหว่างเมตรและหลา
เวลาเดินร้านผ้าม่านซื้อผ้าม่านไปตัดเย็บเอง ทางร้านขายผ้าม่านจะตัดผ้าให้เราตามจำนวณเมตรที่เราสั่ง ร้านผ้าม่านบางแห่งอาจจะขายผ้าตัดเย็บม่านเป็นหน่วยหลา บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างหน่วยความยาวตามระบบเมตรและหน่วยความยาวตามระบบหลา

ผ้าเมตร: ความยาวผ้าหนึ่งเมตรเท่ากับ 100 เซนติเมตร  (1 เมตร = 100 เซนติเมตร)
ผ้าหลา: ความยาวผ้าหนึ่งเมตรเท่ากับ 91.44  เซนติเมตร (1 เมตร = 91.44 เซนติเมตร)
ผ้าหลาเป็นผ้าเมตร: ดังนั้นถ้าคิดง่ายๆ ผ้าหนึ่งหลาก็เท่ากับ ผ้า 0.9144 เมตร (1 เมตร = 0.9144 เมตร)

มือถือ (เครื่องคิดเลขของคนสมัยใหม่): ถ้าเรารู้จำนวนผ้าที่ต้องการเป็นเมตร เราสามารถเปลี่ยนเป็นจำนวนเมตรเป็นหน่วยหลาได้ง่ายๆ สมัยนี้คนเราไปไหนมาไหนก็พกมือถือ เราสามารถนำมือถือมาใช้เป็นเครื่องคิดเลขได้ ทำให้คำนวณผ้าง่าย

การคำนวณผ้าจากหลาเป็นเมตร:

1 หลา = 0.9144 เมตร (91.44 เซนติเมตร)

ส่วนใหญ่ร้านผ้าม่านจะขอให้เราซื้อผ้าในจำนวนขั้นต่ำ 1 เมตร แต่ความแตกต่างระหว่าง 1 เมตร ก้บ 1 หลา นั้นน้อยมาก (ไม่ถึง 10 เซนติเมตร)

2 หลา = (0.9144 เมตร x 2) = 1.83 เมตร
3 หลา = (0.9144 เมตร x 3) = 2.74 เมตร
4 หลา = (0.9144 เมตร x 4) = 3.66 เมตร  เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างจำนวนเมตรและหลาจะยิ่งมากเวลาต้องใช้ผ้าจำนวนมาก ถ้าซื้อผ้าม่าน 100 หลา ให้คำนวณจำนวนหลาเป็นเมตรก็จะเหลือแค่ 91.44 เมตร (ความแตกต่างเกือบ 10 หลา)

บางทีเราอาจได้คำนวณผ้าม่านมาเป็นเมตร แต่ทางร้านผ้าม่านขายผ้าเป็นหลา เราก็สามารถเปลี่ยนจำนวนผ้าจากเมตรเป็นหลาได้ไม่ยาก

1 เมตร = 1.1 หลา
2 เมตร = (1.1 หลา x 2) = 2.2 หลา
3 เมตร = (1.1 หลา x 3) = 3.3 หลา
4 เมตร = (1.1 หลา x 4) = 4.4 หลา เป็นต้น

การคำนวณตารางเมตรเป็นตารางหลาก็ง่าย

1 ตารางเมตร = 1 เมตร x 1 เมตร
= 1.1 หลา x 1.1 หลา = 1.21 ตารางหลา (1 เมตร = 1.1 หลา)

2 ตารางเมตร = 2 เมตร x 1 เมตร
= 2.2 หลา x 1.1 หลา = 2.42 ตารางหลา (1 เมตร = 1.1 หลา)

3 ตารางเมตร = 3 เมตร x 1 เมตร
= 3.3 หลา x 1.1 หลา = 3.63 ตารางหลา (1 เมตร = 1.1 หลา)

4 ตารางเมตร = 4 เมตร x 1 เมตร
= 4.4 หลา x 1.1 หลา = 4.84 ตารางหลา (1 เมตร = 1.1 หลา)  เป็นต้น

เราสามารถนำตัวเลข 1.21 ตารางหลาไปคูณจำนวนตารางเมตรได้เลยเพื่อความเร็ว

1 ตารางเมตร = 1.21 ตารางหลา
2 ตารางเมตร = 1.21 ตารางหลา x 2 = 2.42 ตารางหลา
3 ตารางเมตร = 1.21 ตารางหลา x 3 = 3.63 ตารางหลา
4 ตารางเมตร = 1.21 ตารางหลา x 4 = 4.84 ตารางหลา เป็นต้น

การจะคำนวณผ้าม่านจากตารางหลาเป็นตารางเมตรก็ไม่ยาก

1 ตารางหลา = 1 หลา x 1 หลา
= 0.9144 เมตร  x 0.9144 เมตร = 0.836 ตารางเมตร (1 หลา = 0.9144 เมตร)

2 ตารางหลา = 2 หลา x 1 หลา
= 1.83 เมตร  x 0.9144 เมตร = 1.67 ตารางเมตร (1 หลา = 0.9144 เมตร)

3 ตารางหลา = 3 หลา x 1 หลา
= 2.74 เมตร  x 0.9144 เมตร = 2.51 ตารางเมตร (1 หลา = 0.9144 เมตร)

4 ตารางหลา = 4 หลา x 1 หลา
= 3.66 เมตร  x 0.9144 เมตร = 3.34 ตารางเมตร (1 หลา = 0.9144 เมตร) เป็นต้น

เราสามารถนำตัวเลข 0.836 ตารางเมตรไปคูณจำนวนตารางหลาได้เลยเพื่อความรวดเร็ว

1 ตารางหลา = 0.836 ตารางเมตร
2 ตารางหลา = 0.836 ตารางเมตร x 2 = 1.67 ตารางหลา
3 ตารางหลา = 0.836 ตารางเมตร x 3 = 2.51 ตารางหลา
4 ตารางหลา = 0.836 ตารางเมตร x 4 = 3.34 ตารางหลา เป็นต้น

จากสูตรข้างต้น เราสามารถเปลี่ยนจำนวนผ้าม่านจากเมตรเป็นหลาได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับเปลี่ยนจำนวนหลาเป็นเมตร ถ้าเราไม่ได้พกมือถือก็ไม่เป็นไร เพราะร้านผ้าม่านจะมีเครื่องคิดเลขให้คำนวณผ้าอยู่แล้ว ที่สำคัญคือต้องซื้อในจำนวนที่ถูกต้อง เวลาซื้อผ้าม่านในจำนวนน้อยอาจไม่มีความแตกต่างมากนัก แต่เวลาซื้อผ้าม่านในจำนวนมาก จำนวนหน่วยหลากับเมตรก็จะต่างกันมากอย่างที่เราได้เห็นกัน

ร้านผ้าม่าน ATM Decor จำหน่ายส่งและปลีกผ้าสำหรับตัดผ้าม่าน มีลายใหม่ๆ สวยๆ ให้เลือกมากมาย ขายผ้าราคาต่อหน่วยเมตร คุณภาพเกรด A ราคาโรงงาน หน้าร้านผ้าม่านเราอยู่ติดถนนพาหุรัด เป็นโชว์รูมให้ลูกค้าได้ชมสินค้าผ้าและเห็นผ้าทำม่านเป็นม้วนๆ มีแบบอย่างผ้าม่านให้ชมมากมาย เราเป็นผู้นำเข้าเอง ขายส่งและปลีกทั่วประเทศ

เรามีบริการตัดเย็บติดตั้งผ้าม่านให้ครบวงจร ราคาถูก คุณภาพดี

ติดต่อสอบถามราคาได้ที่ 02-223 4828 บริษัทขายผ้าม่าน แฟบริค พลัส

Continue reading วิธีคำนวณผ้าม่านระหว่างเมตรและหลา

ผ้าม่านโปร่ง เคล็ดลับที่เพิ่มความนุ่มนวลให้กับหน้าตาบ้าน

ผ้าม่านโปร่ง เคล็ดลับที่เพิ่มความนุ่มนวลให้กับหน้าตาบ้าน
เคล็ดลับของการเพิ่มความนุ่มนวล “Graceful & Delicate” ให้กับหน้าตาบ้าน ก็คือการติดผ้าม่านโปร่งนั้นเอง การติดตั้งผ้าม่านโปร่งสามารถช่วยให้บ้านเราดูสวยงามนุ่มนวลยิ่งขึ้นอย่างไรบ้าง?

ผ้าม่านโปร่ง ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัว: ผ้าม่านโปร่งเป็นที่นิยมในประเทศบ้านเราเมืองไทยเป็นประเทศร้อนและมีแสงแดดที่ร้อนแรง ซึ่งถ้าใช้ผ้าม่านบางๆ ก็จะกันแสงได้ไม่มืดพอ แต่โดยทั่วไปแล้ว การติดผ้าม่านโปร่งเป็นเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวเวลาเปิดปิดผ้าม่าน การได้มองออกไปนอกบ้านและชมวิวเป็นสิ่งที่สามารถนำความสุขและความสดชื่นให้กับเราได้ บางครั้งเราอยากจะเปิดผ้าม่านเพื่อชมวิวนอกบ้าน การมีผ้าม่านโปร่งทำให้เรามองออกหน้าต่างและชมวิวได้โดยที่ผู้อื่นที่อยู่ข้างนอกไม่สามารถมองเข้ามาในบ้านได้

ถ้าบ้านเราเปิดผ้าม่านแล้วแสงแดงจ้าและร้อนเกินไป หรือปิดผ้าม่านแล้วบ้านจะมืดไป ผ้าม่านโปร่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ได้ที่สุด: บางทีเราอาจติดตั้งผ้าม่านแบล็คเอาท์ในบ้านและทำให้ห้องในบ้านดูมืดตลอดเวลา ผ้าม่านโปร่งสามารถช่วยปรับแสงในห้อง ทำให้บ้านดูสว่างสดใสได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองไฟ เพราะไม่ต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน เราสามารถใช้ผ้าม่านโปร่งเป็นชั้นกรองแสงแดดที่เข้ามาให้บ้านให้บ้านดูสว่างปลอดโปร่ง ถ้าไม่มีผ้าม่านโปร่ง การเปิดผ้าม่านจะไม่สามารถกรองแสงแดดได้เลย และทำให้บ้านอาจสว่างจ้าเกินไปในเวลากลางวัน แสงแดดที่เข้ามาในบ้านแรงๆ จะทำให้การดำเนินใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไม่ค่อยสะดวกสบาย อย่างเช่นเวลาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้ามีแสงแดดจ้าๆ เข้ามาทางหน้าต่างก็จะทำให้ห้องในบ้านร้อนและแสงแดด (Sun Glare) ก็เข้าตาได้ ซึ่งทำให้การทำกิจกรรมภายในบ้านต่างๆ นี้ ไม่ค่อยสะดวกสบาย

ผ้าม่านโปร่ง นานาชนิด: ผ้าโปร่งสำหรับทำผ้าม่านมีหลายชนิด มีผ้าโปร่งสีพื้น ผ้าโปร่งลายปัก ผ้าโปร่งลายฉลุ ผ้าโปร่งลูกไม้ ผ้าโปร่งลายแฟนซีต่างๆ เป็นต้น เราสามารถตัดเย็บผ้าม่านโปร่งเป็นรูปแบบใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่านโปร่งตาไก่ ผ้าม่านโปร่งจีบ ผ้าม่านโปร่งพับ ผ้าม่านโปร่งหลุยส์ ผ้าม่านโปร่งคอกระเช้า เป็นต้น และไม่จำเป็นต้องต้ดผ้าม่านโปร่งให้เหมือนผ้าม่านทึบ อย่างเช่นเราสามารถใช้ผ้าม่านโปร่งจีบในชุดเดียวกันกับผ้าม่านตาไก่ หรือใช้ผ้าม่านโปร่งจีบพร้อมกับผ้าม่านหลุยส์ เป็นต้น

ผ้าม่านโปร่งในคอนเซ็ปต์ Minimalist: ผ้าโปร่งมีทั้งแบบสีพื้นและแบบมีลวดลาย ส่วนมากจะนิยมใช้เป็นสีขาวหรือสีออฟ-ไวท์ (Off-white) ผ้าม่านโปร่งแบบมีลวดลายอาจมีลายในตัวเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นลายทาง ลายตา เป็นต้น ผ้าโปร่งสีพื้นมักจะใช้กับบ้านที่ออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์โมเดิร์นและมินิมอลลิสต์ (Minimalist) ผ้าโปร่งชนิดนี้จะมีใช้เพื่อหน้าที่เดียวก็คือเพื่อป้องกันสายตาผู้อื่นที่อยู่ข้างนอกไม่ให้มองเข้า และไม่ได้ใช้เพื่อให้บ้านดูมีสีสันมีความหรูหรามากขึ้น แม้ผ้าม่านโปร่งสีพื้นในคอนเซ็ปต์ของ Minimalist อาจไม่ได้ใช้เพื่อความสวยงาม แต่การเพิ่มมิติให้กับการตกแต่งหน้าต่างก็ยังช่วยให้หน้าตาของบ้านดูนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและสร้างบรรยากาศ Relax สบายๆ ให้บ้านดูน่าอยู่มากขึ้น

ผ้าม่านโปร่งลายลูกไม้สำหรับบ้านที่ตกแต่งสไตล์ Vintage: ถ้าจะตกแต่งบ้านให้ดูมีสีสันร่าเริง การทำผ้าม่านสองชั้นด้วยการเสริมผ้าโปร่งจะช่วยได้อย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกใช้ผ้าโปร่งลายปัก ผ้าโปร่งลายฉลุ หรือผ้าโปร่งลายลูกไม้ ซึ่งผ้าโปร่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้กับบ้านที่ตกแต่งด้วยสไตล์วินเทจ (Vintage) และสไตล์คันทรี (Country) ผ้าโปร่งลายปักและผ้าโปร่งลายฉลุมักจะใช้ตกแต่งหน้าต่างประตูบ้านให้ดูมีความหรูหรายิ่งขึ้น ให้บ้านดูสวยเด่น หวานอ่อนโยน และเรียบหรูอย่างมีมิติ ผ้าโปร่งลูกไม้ก็จะทำให้บ้านดูสดชื่น มีบรรยากาศหวาน น่ารัก และเหมาะกับผู้ที่ชอบความสดชื่นของลายดอกไม้และเป็นคนรักธรรมชาติ การตกแต่งบ้านด้วยผ้าม่านโปร่งลูกไม้จะเพื่มบรรยากาศให้กับบ้านให้ดูมีชีวิตชีวา น่ารัก และโรแมนติก คนเราส่วนใหญ่มักจะชอบมอบดอกไม้ให้กับคนที่เรารัก เพราะดอกไม้กับความรักเป็นสิ่งที่ควบคู่กันตามธรรมชาติ

ผ้าม่านโปร่ง สามารถใช้ได้กับบ้านทุกในคอนเซ็ปต์และทุกสไตล์: ในภาพรวม ไม่ว่าจะออกแบบบ้านในสไตล์ไหนคอนเซ็ปต์ใดก็สามารถใช้ผ้าโปร่งมาประดับให้บ้านดูสดชื่นน่าอยู่ขึ้นได้ เราสามารถเลือกผ้าม่านโปร่งสีพื้น ซึ่งจะใช้กับบ้านที่ออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์โมเดร์นและสไตล์มินิมอลลิสต์ และจะทำให้หน้าตาบ้านดูนุ่มนวล อ่อนโยน และเรียบหรูมากขึ้น ส่วนผ้าโปร่งลายปัก ลายฉลุ และลายลูกไม้ต่างๆ จะเหมาะใช้กับบ้านที่ออกแบบด้วยสไตล์วินเทจและคันทรี ผ้าโปร่งในกลุ่มนี้จะทำให้บ้านดูหวาน น่ารัก และมีบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา

ผ้าม่านโปร่ง ผลประโยชน์มากมาย: การติดตั้งผ้าม่านโปร่งในบ้านสร้างผลประโยชน์มากมาย ผ้าม่านโปร่งเป็นการเพิ่มมิติในการตกแต่งบ้านและทำให้บรรยากาศบ้านดูสวยงามอ่อนโยนยิ่งขึ้น ผ้าโปร่งสามารถรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับเราเวลาอยู่บ้าน และยังช่วยในการปรับสมดุลแสงในบ้านให้บ้านดูสว่างสดใสและไม่จ้าหรือมืดเกินไป โดยที่ไม่ต้องเปลืองค่าไฟอีกด้วย

ที่ร้านผ้าม่าน เอทีเอ็ม เดคอร์ มีผ้าโปร่งสำหรับตัดผ้าม่านให้คุณเลือกมากมายหลายชนิด ในราคาถูก เรามีจำหน่ายผ้าโปร่งที่เข้าได้กับการตกแต่งบ้านทุกรูปแบบทุกสไตล์ ติดต่อสอบถามราคาและชนิดของผ้าโปร่งเราได้ที่ 02 223 4828 บริษัทผ้าม่านพาหุรัด แฟบริค พลัส

ร้านผ้าม่าน เอทีเอ็ม เดคอร์ ขายส่ง/ปลีกผ้าทำผ้าม่านคุณภาพเกรด A ราคาโรงงาน ร้านอยู่ติดถนนพาหุรัด มีโชว์รูมให้ลูกค้าได้สัมผัสผ้าเป็นม้วนๆ มีแบบอย่างผ้าม่านให้ชมมากมาย เราเป็นผู้นำเข้าเอง ขายส่งทั่วประเทศ มีบริการตัดเย็บติดตั้งผ้าม่านให้แบบบริการครบวงจร ราคาถูก ผ้าม่านสวย คุณภาพดี

Continue reading ผ้าม่านโปร่ง เคล็ดลับที่เพิ่มความนุ่มนวลให้กับหน้าตาบ้าน

ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว)

เราต้องใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงหรือส่วนกว้างของผ้าม่าน? การตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว) จะคำนวณผ้าไม่เหมือนการใช้ผ้าทำม่าน หน้ากว้าง 1.50 เมตร
ผ้าม่าน 2.80 เมตร ยอดฮิต: ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร เป็นที่นิยมอย่างสูงและเป็นผ้าตัดเย็บม่านที่อินเท็รนด์สุดๆ ในเมืองไทย เหตุผลที่ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตรเป็นยอดฮิตอาจเป็นเพราะการใช้ผ้าทำม่านชนิดนี้ทำให้การตัดเย็บสะดวก ง่าย และได้ประหยัดเวลาในการตัดเย็บ ข้อดีเบอร์หนึ่งของการเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร คือผ้าม่านตัดเย็บสำเร็จจะไม่มีรอยต่อ การตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตรจะต่างจากการตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร เป็นอย่างมาก บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างการใช้ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร กับผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ในการคำนวณและตัดผ้าม่าน

ใช้หน้ากว้างผ้าเป็นความสูงผ้าม่านสำเร็จ: ในการตัดเย็บผ้าม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร เราต้องนำหน้ากว้างของผ้ามาทำเป็นความสูงของผ้าม่าน ลวดลายของผ้ามักจะกำหนดให้เราต้องตัดเย็บแบบนี้ อย่างเช่นผ้าทำม่านที่มีเชิงลายสวยๆ เช่นลายปัก ลายฉลุ ลายลูกไม้ ลายแฟนซีดีไซน์ต่างๆ เราจะต้องตัดเย็บผ้าม่านตามความกว้างให้ชายผ้าอยู่ด้านล่าง

ส่วนใหญ่จะมีแค่เฉพาะในกรณีที่เลือกผ้าลายพื้นๆ หรือลายเรียบๆ เท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องตัดเย็บในลักษณะนี้ ในกรณีนี้ เราสามารถใช้หน้ากว้างของผ้ามาตัดตามยาวได้และต่อผ้าเอาเหมือนกับการตัดผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ไม่ว่าจะตัดเย็บผ้าม่านในรูปแบบใด การใช้ผ้าทำม่านที่มีหน้ากว้าง 2.80  เมตรจะใช้ผ้าในจำนวนที่น้อยกว่าผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นผ้าที่มีหน้ากว้างแล้วในเมืองไทย 

การดูผ้าทำม่านว่าแพงหรือถูกไม่ได้อยู่ที่หน้ากว้างของผ้า แต่จะอยู่ที่เกรดและชนิดของผ้า ในการเปรียบเทียบราคาผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร กับแบบหน้ากว้างมาตรฐานนั้น เราต้องนำราคาผ้ามาหารสอง (โดยประมาณการ) เพื่อเปรียบเทียบได้อย่างถูกต้อง

อย่างเช่นผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ที่มี ราคาเมตรละ 200 บาท จะเฉลี่ยแล้วถูกกว่าผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ที่มีราคาเมตรละ 120 บาท เป็นต้น

วิธีเปรียบเทียบราคาให้เปลี่ยนหน่วยจากหน้ากว้าง 2.80 เมตร ให้เป็นหน้ากว้าง 1.50 เมตร ก่อน
ให้เราคำนวณดังนี้
(ราคาผ้าต่อเมตร ÷ 2.80 ) x  1.50

ในตัวอย่าง เราต้องเปลี่ยนราคาผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร (200 บาทต่อเมตร) ให้เทียบเป็นผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร
( 200 บาทต่อเมตร ÷ 2.80 ) x  1.50 = 107 บาทต่อเมตร

จากการคำนวณ เราจะเห็นได้ว่าผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ที่มีราคา 200 บาทต่อเมตร จะมีราคาเทียบเท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ที่มีราคา 107 บาทต่อเมตร

การที่ผ้ามีหน้ากว้างที่ยาวมาก เราสามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงของหน้าต่างได้ซึ่งจะทำให้การตัดเย็บผ้าม่านง่ายและสะดวก เพราะไม่จำเป็นต้องตัดผ้าเป็นชิ้นๆ เพื่อมาเย็บต่อกันตามยาว ส่วนใหญ่แล้วผ้าหน้ากว้างจะยาวพอสำหรับหน้าต่างประตูบ้านทั่วไปที่มีความสูงไม่ถึง 2.60 เมตร ปกติเราต้องเผื่อขนาดเหนือขอบวงกบไปอีก 10 ซม (ด้านล่างเผื่อได้ถึงพื้น จำนวนผ้าใช้เท่าเดิม) และต้องเผื่อเย็บริมอีก 10 ซม (รวมด้านบนและด้านล่าง) ดังนั้นผ้าชนิดนี้มีหน้ากว้างพอที่จะใช้เป็นความสูงผ้าม่านได้เลย เราจะต้องซื้อจำนวนผ้าตามความกว้างของหน้าต่าง หน้าต่างยิ่งกว้าง จำนวนผ้าที่ต้องใช้ยิ่งมาก แตกต่างกับความสูงหน้าต่างซึ่งจะใช้จำนวนผ้าเท่าเดิมไม่ว่าเราจะตัดเย็บผ้าม่านถึงพื้นหรือเลยใต้วงกบนิดเดียว

การคำนวณผ้าม่านในการตัดเย็บด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร จะแตกต่างจากการคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร อย่างเช่น ถ้ามีหน้าต่างสูง 1.80 เมตร จากวงกบบนถึงวงกบล่าง และกว้าง 2.0 เมตร จากวงกบซ้ายถึงวงกบขวา เราจะต้องคำนวณจำนวนผ้าที่ต้องซื้อตามความกว้างของหน้าต่าง

วิธีคำนวณผ้าม่านที่ต้องใช้ (เป็นการคำนวณที่ให้ผ้าม่านมีลอนสวย ดูเนียน เรียบหรูอย่างมีระดับ) เราต้องบวกความกว้างไปอีก 20 ซม (0.2 ม) เพื่อเป็นการตัดเย็บม่านให้เลยวงกบซ้ายและวงกบขวาไป ข้างละ 10 ซม และนำความกว้างนี้มาคูณ 2.5  ตามสูตรนี้
สูตรคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร
(ความกว้างหน้าต่าง + 20 ซม) x 2.5 = จำนวนผ้าม่านที่ต้องใช้

เราจะสังเกตุได้ว่า ในการตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ความสูงของหน้าต่างจะไม่ได้อยู่ในสูตรการคำนวณผ้าม่านเลย

ดังนั้นถ้ามีหน้าต่างที่มีความสูง 1.80 เมตรและกว้าง 2.0 เมตร เราต้องคำนวณผ้าม่านดังนี้
(2.0 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5.5 เมตร

ในกรณีที่เราอยากได้ผ้าม่านให้สูงมาถึงพื้น (ปกติผ้าม่านควรลอยเหนือพื้น 2 ซม เพื่อจะให้ผ้าไม่สกปรกเวลาเปิดปิดผ้าม่าน แต่การคำนวณไม่แตกต่างกันมาก เพราะการวางรางม่านเราสามารถวางเผื่อขึ้นไปเหนือวงกบได้)
สมมุติว่าความสูงเผื่อไปถึงพื้นเป็นความสูง 2.30 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
(2.0 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5.5 เมตร

จำนวนผ้าที่ต้องใช้เท่าเดิมเหมือนการตัดเย็บด้วยผ้าม่านสูง 1.80 เมตร

ถ้าหน้าต่างมีความกว้างที่แคบกว่าแต่มีความสูงมากกว่า เราจะใช้จำนวนผ้าม่านน้อยลง
ยกตัวอย่าง มีหน้าต่างสูง 2.5 เมตร และกว้าง 1.8 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
(1.8 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5 เมตร

จำนวนผ้าที่ต้องใช้ลดลงแม้ว่าหน้าต่างมีความสูงมากกว่า

ถ้าบ้านเรามีหน้าต่างประตูขนาดพิเศษและสูงกว่าหน้าต่างประตูบ้านทั่วไป (หน้าต่างประตูสูงกว่า 2.60 เมตร) เราต้องคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร เหมือนกับตัดเย็บด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ซึ่งก็คือต้องตัดผ้าม่านเป็นชิ้นๆ และต่อกันตามความกว้างหน้าต่าง/ประตู

สมมุติว่าเรามีประตูสูง 3.5 เมตร จากวบกบบนถึงพื้น และกว้าง 2.0 เมตร เราจะไม่สามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงได้ เราต้องตัดผ้าเป็นชิ้นๆ มาต่อกันตามความกว้างของประตู ความกว้างต้องคูณ 2.5 เหมือนเดิม ส่วนความสูงให้บวกแค่ 10 ซม (เพราะวัดถึงพื้นแล้ว) เราต้องใช้สูตรนี้

สูตรคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร
{(ความกว้าง + 20 ซม) x 2.5} ÷ 2.8 = จำนวนชิ้นของผ้าที่ต้องใช้เพื่อมาต่อกัน
(ความสูง + 10 ซม) = ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น
(จำนวนชิ้น x ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น) = จำนวนผ้าที่ต้องใช้

สำหรับประตูที่สูง 3.5 เมตร และกว้าง 2.0 เมตร ให้เราคำนวณดังนี้
{2.0 + 0.2) x 2.5} ÷ 2.8 = 1.96 ≅ 2 ชิ้น (จำนวนชิ้นต้องเป็นเลขจำนวนเต็ม ไม่มีเศษส่วน)
(3.5 + 0.1) = 3.6 ม
(2 x 3.6) = 7.2 เมตร
ในกรณีที่มีประตูในขนาดตามนี้ เราต้องใช้ผ้าทำม่านทั้งหมด 7.2 เมตร

ให้เราเปรียบเทียบจำนวนผ้าที่ต้องใช้ถ้าเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร สูตรคำนวณมีดังนี้
{(ความกว้าง + 20 ซม) x 2.5} ÷ 1.5 = จำนวนชิ้นของผ้าที่ต้องใช้
(ความสูง + 10 ซม) = ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น
(จำนวนชิ้น x ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น) = จำนวนผ้าที่ต้องใช้

ดังนั้น ในกรณีที่มีประตูสูง 3.5 เมตร และกว้าง 2.0 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
{2.0 + 0.2) x 2.5} ÷ 1.5 = 3.67 ≅ 4 ชิ้น
(3.5 + 0.1) = 3.6 ม
(4 x 3.6) = 14.4 เมตร
ถ้าเราเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร เราต้องใช้ผ้าทั้งหมด 14.4 เมตร

สูตรในการคำนวณผ้าม่านเหล่านี้เป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณผ้าม่านจีบและผ้าม่านตาไก่ ซึ่งเป็นผ้าม่านสองแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดในประเทศไทย

การใช้ผ้าม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตรจะทำให้เราต้องใช้ผ้าในจำนวนที่น้อยกว่าการใช้ผ้าม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร และช่วยให้เราได้ประหยัดเวลาในการตัดเย็บ เพราะงานตัดเย็บผ้าม่านจะง่ายขึ้น และผ้าม่านก็จะออกมาสวยมากขึ้นด้วยเพราะจะไม่มีรอยต่อในการตัดเย็บ ความจริงใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร ก็ดูสวยได้เพราะช่างตัดเย็บม่านมืออาชีพสามารถตัดเย็บแบบหลบรอยต่อได้ แต่การตัดเย็บผ้าม่าน DIY ด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร จะยากกว่าผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร เพราะต้องตัดต่อผ้าทีละผืน แทนที่จะตัดตามยาวทีเดียว

ที่ร้านผ้าม่าน เอทีเอ็ม เดคอร์ มีจำหน่ายผ้าตัดม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร หลายชนิด เรามีผ้าตัดม่านแบบทั้งหน้ากว้าง 2.80 เมตร และหน้ากว้าง 1.50 เมตร เรามีชนิดและลายผ้าให้เลือกมากมาย เราเป็นร้านขายส่งและขายปลีกผ้าสำหรับทำผ้าม่าน เรามีทีมช่างตัดเย็บผ้าม่านรับตัดเย็บและติดตั้งแบบบริการครบวงจร หรือลูกค้าสามารถเลือกซื้อผ้าไปอย่างเดียวเพื่อตัดเย็บผ้าม่านก็ได้ เรามีบริการตัดเย็บผ้าม่านหลายแบบ เช่นผ้าม่านจีบ ผ้าม่านคอกระเช้า ผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านพับ เป็นต้น

  Continue reading ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว)

การเพิ่มมิติของหน้าต่างด้วยผ้าม่านทำอย่างไร

การเพิ่มมิติของหน้าต่างให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นด้วยการใช้ผ้าม่านต้องทำอย่างไร?
การเพิ่มมิติด้วยผ้าม่าน Dimensional Design: การออกแบบและตกแต่งหน้าต่างด้วยผ้าม่าน (Window Dressing) เป็นศิลปะชนิดหนึ่ง และศิลปะที่ดีควรจะเป็นเอกลักษ์และมีหลายมิติ ดังนั้นการเพิ่มมิติให้กับหน้าต่างบ้านนั้นเป็นการที่ทำให้บ้านดูเรียบหรูยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่เพิ่มมิติ (Dimensional Design) ที่ดีควรคำนึงถึงจุดประสงค์และความสวยงามของมิตินั้น อย่างเช่นการเลือกใช้ผ้าม่านโปร่งเสริมข้างหลังผ้าม่านในห้องนอนเป็นการเพิ่มมิติความลึก (Depth) และเป็นการเพิ่มจำนวนชั้น (Layering) ผ้าม่าน การแต่ง Window Dressing ด้วยผ้าม่านโปร่งจะมอบความละเอียดอ่อน ความนุ่มนวล (Soft Touch) ให้กับบรรยากาศห้อง ถ้าเราเน้นให้ผ้าม่านดูสวยหรู เราอาจเลือกเพิ่มมิติผ้าม่านด้วยการตัดเย็บผ้าม่านหลุยส์ ซึ่งเป็นแบบผ้าม่านที่มีสองชั้นเหมือนผ้าม่านโปร่งแต่เน้นความหรูหรามากกว่าความนุ่มนวล ยิ่งถ้าทำผ้าม่านโปร่งเสริมผ้าม่านหลุยส์และทำเป็นผ้าม่านสามชั้น เราก็จะได้ความหรูหราและความนุ่มนวลพร้อมกัน และทำให้รูปห้องดูสวยหรูอลังการอย่างยิ่ง

เพิ่มจำนวนชั้นผ้าม่าน: เหมือนกับการเพิ่มมิติของผ้าม่านด้วยการเสริมผ้าม่านโปร่งและผ้าม่านหลุยส์ การเพิ่มมิติในห้องนอนสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มจำนวนชั้นในการตกแต่งเตียง (Bed Dressing) ซึ่งก็คือการซื้อผ้าคลุมเตียงสวยๆ มาคลุมผ้าปูที่นอนอีกชั้นนั่นเอง การซื้อผ้าคลุมเตียงเป็นการเสริมชั้นตกแต่ง “Dimension” ให้กับเตียง เป็นต้น การเพิ่มมิติและ “ชั้น” ในศิลปะมีมากกว่าแค่การตกแต่งบ้าน การเสริมมิติจะทำให้ผลงานศิลปะชิ้นนั้นดูดีและมีสีสรรค์มากขึ้น อย่างเช่นการแต่งเรื่องเล่าดีๆควรที่จะมีความซับซ้อนเสริมเข้ามาอีกชั้นเพื่อให้เนื้อเรื่องสนุกและน่าติดตาม การแต่งเพลงที่ดีก็ควรที่จะมีทำนองเพลงมากกว่าแค่ทำนองเดียวเพื่อให้เสียงเพลงเพราะและน่าฟัง เป็นต้น

เพิ่มมิติในการตกแต่งตรงกันข้ามกับสไตล์ Minimalist: สไตล์การออกแบบงานศิลปะที่เพิ่มมิตินั้นจะตรงกันข้ามกับสไตล์ Minimalist (แบบเรียบง่าย และใช้สิ่งของแสดงงานน้อยชิ้น) เพราะการตกแต่งแบบเพิ่มมิติจะเน้นความเลิศหรูมากกว่าความเรียบง่าย เน้นสร้างสรรค์ในการออกแต่งห้อง แต่ถ้าเราอยากได้สไตล์ Minimalist คือการตกแต่งบ้านด้วยผ้าม่านที่ใช้ผ้าจำนวนน้อยอย่างเช่นม่านพับหรือการใช้ผ้าม่านแค่ชั้นเดียว ไม่เสริมม่านโปร่งหรือม่านหลุยส์ 

สไตล์ Minimalist คืออะไร?: สไตล์ Minimalist จะเน้นการตกแต่งด้วยจำนวนเฟอร์นิเจอร์ที่น้อยที่สุด การตกแต่งในสไตล์ Minimalist จะใช้จำนวนเฟอร์นิเจอร์ในห้องน้อยและเน้นความปลอดโปร่งและให้มีพื้นที่ทางเดินในบ้านกว้างๆ เป็นสไตล์ที่เน้นการใช้งานของเฟอ์นิเจอร์มากกว่าความสวยงาม ถ้าเราไม่ได้สนใจว่าต้องให้ห้องดูหวานอ่อนโยนหรือสวยหรู แต่ต้องการความเรียบง่ายแทน การเลือกตกแต่งบ้านด้วยสไตล์ Minimalist จะเหมาะกับคอนเซ็ปต์นี้ ถ้าปกติเราไม่ใช้ผ้าม่านโปร่ง ก็ไม่ต้องซื้อผ้าม่านโปร่ง ถ้าเราไม่ค่อยใช้โต๊ะดืมกาแฟ ก็ไม่ต้องซื้อโต๊ะกาแฟ ถ้าปกติไม่ใช้ผ้าคลุมเตียง ก็ไม่ต้องซื้อผ้ามาคลุมเตียง เป็นต้น สไตล์ดีไซน์แบบ Minimalist จะเน้นที่ฟังก์ชั่นอย่างเดียว ไม่เน้นความหรูหราและผู้ที่ชอบสไตล์นี้มักจะคิดว่าสิ่งที่ไม่ได้ใช้ในชิวิตประจำวันคือสิ่งของฟุ่มเฟือย

สไตล์การออกแบบที่ Unique ไม่เหมือนใคร: ถ้าอยากนำสไตล์ศิลปะที่มีความงดงามและเป็นเอกลักษ์ของตัวเองมาตกแต่งบ้าน เราต้องมีความสร้างสรรค์และความมั่นใจใน Artistic Sense ของตัวเอง การออกแบบที่ทำให้ผู้อื่นที่แวะมาบ้านต้องชื่นชมและทึ่งไปกับสไตล์การตกแต่งที่สวยพิเศษ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์และไหวพริบศิลปะของตนเองทุกคน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ฝึกฝนใช้มันมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่ค่อยได้ฝึกเลยก็จะทำให้เราขาดความมั่นใจและไม่กล้าตัดสินใจเองว่าจะออกแบบห้องและบ้านของเราอย่างไร แต่ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้เรารู้สึกความภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเราไม่ได้ลอกเลียนแบบผู้อื่น ในโลกของ Idealism เราควรที่จะตกแต่งบ้านในลักษณะและสไตล์ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวเรา

ไม่ยึดติดกับสไตล์การตกแต่งใด: อย่างหนึ่งที่ต้องระมัดระวังคือการยึดติดก้บสไตล์แบบใดแบบหนึ่งมากเกินไป เพราะบางสไตล์อาจทำให้เราต้องใช้งบประมาณมากกว่าที่เรากำหนดไว้ และทำให้ตกแต่งบ้านตามสไตล์นั้นไม่ไหว เราไม่ควรถูกสไตล์ใดมาบังคับให้ต้องใช้สิ่งที่ไม่ทำให้เราสบายใจ อย่างเช่นถ้าเราเลือกสไตล์การตกแต่งแบบ 1950 Mid-century ซึ่งจะเน้นออกแบบด้วยสิ่งของประดิษฐ์จากนักออกแบบชื่อดัง บางทีสิ่งที่สร้างโดยดีไซเนอร์ชื่อดังอาจจะแพงกว่างบที่ตั้งไว้ แต่แล้วเราบังคับตัวเองให้ซื้อมันเพื่อยึดติดกับสไตล์ Mid-century ที่เราได้เลือกไว้ ถ้าเราอยากได้เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจากดีไซน์เนอร์ผู้นั้นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบบางสิ่งที่เขาออกแบบมา เราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ่งนั้นก็ได้ เรามีสิทธิเลือกสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสไตล์การตกแต่งบ้านที่เราเลือก สมมุติว่าเราได้ตัดสินใจแล้วว่าอยากออกแบบบ้านด้วยสไตล์ Minimalist แต่เราอยากใช้ผ้าม่านโปร่งมาเสริมความนุ่มนวลให้รูปหน้าต่างห้อง เราก็สามารถเลือกใช้ผ้าม่านโปร่งมาเสริมอีกชั้นของผ้าม่านได้ ซึ่งอาจไม่ทำตาม Minimalist แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะความสุขเราต้องมาเหนือสไตล์

การยึดติดกับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งไม่ใช้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การตกแต่งบ้านที่ดูสบายตาและน่าอยู่สำหรับเราจะต้องสำคัญกว่า เราควรที่จะเลือกตกแต่งบ้านที่มอบความสุขให้กับตัวเรามากที่สุด

Continue reading การเพิ่มมิติของหน้าต่างด้วยผ้าม่านทำอย่างไร

ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน

ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน

บางทีเราอาจมองข้ามอิทธิพลที่ผ้าม่านมีต่อชีวิตประจำวันของเราก็ได้ ความจริงผ้าม่านสามารถสร้างผลประเยชน์ต่างๆ ให้กับเราได้นอกเหนือจากการช่วยป้องกันแสงแดดอาทิตย์

ประการแรก

ป้องกันทั้งแสงและรังสีพระอาทิตย์: นอกเหนือจากมีหน้าที่ในการกันแสงแดดแล้ว ผ้าม่านก็สามารถกันรังสี (Ultraviolet)จากแสงพระอาทิตย์ได้เช่นกัน ในการที่จะได้ผลประโยชน์ของการกันรังสี Ultraviolet (UV) นี้ เราต้องเลือกใช้ผ้าม่านแบบกัน UV ในตัว (เป็นชนิดผ้าม่านที่มีซับในกันรังสีอยู่ในเนื้อผ้า) ผ้าม่านที่มีคุณสมบัติในการกันรังสีจะมีเนื้อแน่นมากกว่าผ้าม่านอื่นๆทั่วไป มีน้ำหนักที่หนักกว่า และมีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงดีกว่าผ้าม่านปกติ นอกจากจะกันรังสีแล้ว ผ้าม่านชนิดแบบป้องกันรังสี UV ยังป้องกันความร้อนของแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านทั่วไป ประเทศบ้านเรามีอากาศร้อน แสงแดดแรง อากาศบ้านเราร้อนแทบทั้งปีทำให้คนต่างชาติล้อกันว่าเป็นประเทศที่มีฤดูร้อนฤดูเดียวทั้งปี ดังนั้นผ้าม่านเป็นสิ่งที่เราใช้ได้ตลอดปี

ประการที่สอง

ลดเสียงดังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก: นอกเหนือจากผลประโยชน์ของการปกป้องจากรังสีและแสงแดดแล้ว ผ้าม่านก็ยังสามารถช่วยลดเสียงดังๆ จากนอกบ้านไม่ให้มารบกวนเราได้อีก โดยเฉพาะผ้าม่านที่มีความหนาพิเศษ เวลาเราต้องการความเงียบสงบและไม่ต้องการเสียงรบกวนจากข้างนอกบ้าน การใช้ผ้าม่านจะช่วยลดเสียงรบกวนภาพนอกได้และช่วยให้เราได้ผ่อนคลายเวลาอยู่บ้าน

เก็บรักษาอุณภูมิในบ้าน: ผ้าม่านสามารถช่วยในการรักษาอุณภูมิในบ้านด้วยการเป็น Insulator ป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาในบ้านและไม่ให้อากาศข้างในออกไปนอกบ้าน คนไทยชอบใช้ผ้าม่านเพื่อกันแสงแดดและความร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่คนที่อยู่ในประเทศหนาวๆ ก็ซื้อผ้าม่านเช่นกัน เพราะต้องการกั้นไม่ให้อากาศเย็นๆ เข้ามาในบ้าน รักษาอุณิภูมิอุ่นๆ ไว้ในบ้าน คนอยู่ในประเทศหนาวมักจะเปิดเครื่องทำอากาศร้อนในบ้านเพื่อให้บ้านมีความอบอุ่น ผ้าม่านจะช่วยกั้นอากาศอบอุ่นในบ้านไม่ให้หนีออกไปนอกบ้าน ส่วนคนไทยเราเปิดแอร์ไว้ในบ้านก็ไม่อยากให้อากาศเย็นๆ จากในบ้านต้องกระจายออกนอกบ้าน การมีผ้าม่าน โดยเฉพาะผ้าม่านที่มีเนื้อหนาแน่น จะช่วยเก็บอากาศเย็นๆ ไว้ในบ้านในระยะเวลานานมากขึ้น
ผ้าม่านสั่งตัดจะช่วยรักษาอุณภูมิในบ้านง่าย: ขึ้นการใช้ผ้าม่านแบบตัดเย็บตามขนาดของหน้าต่าง (Made-to-Measure Curtains) จะช่วยยิ่งขึ้นในการรักษาอุณภูมิภายในบ้าน เพราะถ้ามีช่องว่างระหว่างผ้าม่านก้บหน้าต่างก็จะทำให้ลดประสิทธิภาพของม่านในการป้องกันไม่ให้ความเย็นหนีออก เวลาตัดเย็บผ้าม่านเราจะต้องเผื่อความกว้างและความสูงให้พอประมาณ โดยมาตรฐานแล้วผ้าม่านควรที่จะมีความกว้างอย่างน้อย 10 ซม. ซ้ายและขวาวงกบหน้าต่างและควรมีความสูงอย่างน้อย 40-50ซม. มากกว่าความสูงหน้าต่าง (เผื่อ 10 ซม. ไว้เหนือหน้าต่าง และเผื่อ 30-40 ซม ไว้ใต้หน้าต่าง) การเผื่อขนาดความสูงและความกว้างผ้าม่านจะช่วยให้ผ้าม่านกันแอร์เย็นได้นาน บ้านหลายหลังมักจะใช้ผ้าม่านที่มีความสูงเกือบถึงพื้น โดยตัดเย็บผ้าม่านแบบนี้ก็จะทำให้ผ้าม่านในบ้านดูสวยหรูมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ห้องในบ้านดูสูงขึ้นอีกด้วย

ประการที่สาม

ช่วยรักษาความส่วนตัวและช่วยประหยัดไฟ: คนเราส่วนใหญ่ก็ต้องการ Privacy หรือความส่วนตัว การมีผ้าม่านใช้จะทำให้เราได้อยู่ในบ้านโดยที่ไม่มีใครจากข้างนอกสามารถมองเห็นเข้ามาได้ เวลาต้องการมองออกหน้าต่าง เราก็เพียงแค่เปิดผ้าม่าน แต่เวลาต้องการดู TV  อ่านหนังสือ หรือพักผ่อน เราก็สามารถปิดผ้าม่านได้โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงโลกภายนอก ถ้ามีผ้าม่านโปร่งอีกชั้นหนึ่งก็จะยิ่งทำให้เราไม่จำเป็นต้องเปิดผ้าม่านหมดด้วย เพราะเราสามารถมองทลุผ้าโปร่งออกไปนอกหน้าต่างได้ง่ายกว่าที่คนภายนอกจะสามารถมองทลุเข้ามา ผ้าม่านโปร่งจะช่วยให้เราสามารถดูโลกภายนอกได้อย่างสบายใจ และยังช่วยในการปรับแสงอาทิตย์ที่เข้ามาในบ้านได้อีก เพื่อเป็นการประหยัดไฟตอนกลางวัน ถ้าเราไม่อยากให้ห้องในบ้านดูมืดเกินไป เราก็สามารถเปิดผ้าม่านและใช้ผ้าม่านโปร่งลดแสงแดดในห้อง ในการใช้ผ้าม่านโปร่ง ห้องจะดูมีความสะหว่างอ่อนโยนยิ่งขึ้นและในขณะเดียวกันเราก็จะได้ความส่วนตัวด้วยเช่นกัน

ประการที่สี่

สีสันผ้าม่านมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเราเป็นอย่างมาก: ผลงานการวิจัยจิตวิทยาให้เราได้เห็นกันแล้วว่าสีสันผ้าม่านมีอิทธิพลต่ออารมณ์และสภาพจิดใจของผู้อยู่อาศัยในบ้านเป็นอย่างมาก นอกจากดีไซน์และขนาดของผ้าม่านแล้ว สีโทนของผ้าที่ใช้ในการทำม่านก็มีความสำคัญอย่างมาก การวิจัยได้แสดงให้เราได้เห็นว่าสีสันมีความสำคัญต่อบุคลิกภาพและความคิดของเรา ดังนั้นการเลือกสีของผ้าม่านในการตกแต่งบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและนอกจากควรเลือกในสีที่เข้ากับบ้านของเราแล้ว ยังควรเลือกสีผ้าม่านที่ช่วยให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเวลาเราการต้องการผ่อนคลายหรือต้องการความสนุกสนานเปร่าร่าเริง ผู้อยู่อาศัยในบ้านจะได้รับผลประโยชน์จากสีของผ้าม่านที่เราเลือกอย่างเต็มที่

Continue reading ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน