การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

ในการซื้อบ้านใหม่ เราควรคำนึงถึงลำดับการจัดตกแต่งบ้านเพื่อให้งานสะอาด ละเอียด และราบรื่นที่สุด ก่อนที่จะติดตั้งผ้าม่านในบ้าน เราต้องทำงานตกแต่งบ้านอะไรให้เสร็จสิ้นก่อนบ้าง?

ต้องติดผ้าม่านหลังงานต่อเติมบ้าน: ในเวลาหลายครั้ง ตอนซื้อบ้านใหม่ได้แล้ว เรายังอยากที่จะได้งานต่อเติมบ้านอีกเพื่อที่จะปรับแต่งคอนเซ็ปต์บ้านให้เข้ากับสไตล์ที่เป็นตัวเรา งานต่อเติมมีหลายชนิดและเป็นงานที่ส่วนใหญ่ต้องใช้ปูนและวัสดุก่อสร้างต่างๆ แน่นอนว่าเวลาทำงานมักจะก่อฝุ่นละอองให้กระจายไปทั่วบ้าน ถ้าเราซื้อผ้าม่านมาติดตั้งไว้ในบ้านก่อน ก็อาจจะทำให้ผ้าม่านสกปรกได้และไม่ดูใหม่เหมือนเดิม ดังนั้นงานต่อเติมบ้านต่างๆ ต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะเริ่มติดผ้าม่าน

ต้องติดผ้าม่านหลังงาน Built-In: นอกจากงานต่อเติมบ้านแล้ว งานเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินต่างๆ ก็ควรจะทำให้เสร็จก่อนติดตั้งผ้าม่าน เพราะงานชนิดนี้ก็ทำให้เกิดฝุ่นละอองให้กระจายไปทั่วบ้านได้เหมือนกัน งานบิวท์อิน งานแอร์ งานติดตั้งเหล็กดัด งานเหล่านี้ต้องเจาะผนัง เจาะกำแพงปูน สร้างฝุ่นผง ละอองซีเมนต์มากมาย งานไม้ต่างๆก็สร้างฝุ่นมากเช่นกัน อย่างเช่นงานเหล็กดัด ช่างเหล็กต้องการพื้นที่ว่างทำงาน ถ้ามีผ้าม่านอยู่แล้ว ช่างเหล็กก็มักจะถอดผ้าม่านออกมาก่อนและอาจทำให้ผ้าม่านเลอะได้ การที่เราติดตั้งรางม่านและได้แขวนผ้าม่านลงบนรางแล้ว เราไม่ควรที่จะถอดม่านออกมาอีกจนกว่าถึงเวลาต้องซักผ้าม่านหรือซื้อผ้าม่านใหม่ การถอดผ้าม่านเข้าๆออกๆจะทำให้ผ้าสกปรกได้ง่าย ดังนั้นงานตกแต่งใดๆที่ต้องทำให้เราต้องถอดผ้าม่านออกมานั้นควรจะทำให้เสร็จสิ้นก่อน

ต้องติดผ้าม่านหลังงาน Wallpaper: งานวอลเปเปอร์ติดผนังเป็นอีกอย่างที่ควรจะทำก่อนสั่งตัดผ้าม่าน แต่ต้องทำหลังงานบิวท์อินต่างๆ เสร็จสิ้นลงแล้ว งานวอลเปเปอร์เป็นงานละเอียดที่ต้องใช้พื้นที่ในการทำงานมากเพื่อผลงานที่เนียนและสวยที่สุด เราควรที่จะปล่อยพื้นที่บ้านและกำแพงให้ว่างเปล่าเพื่อให้ช่างทำงานง่ายขี้น ดังนั้นการซื้อเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งบ้านก็ควรที่จะทำหลังงานวอลเปเปอร์เสร็จสิ้นแล้ว แต่เวลาวางเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆในบ้านก็ควรทำโดยระมัดระวังไม่ให้วอลเปเปอร์ถลอก

ดังนั้นเราต้องติดต้้งผ้าม่านตอนไหน?

ผ้าม่านคือ Finishing Touch ของการแต่งบ้าน: คำตอบก็คือการติดตั้งผ้าม่านต้องทำในลำดับสุดท้ายเลย หลังงานก่อสร้างเพิ่มเติม งานบิวท์อิน งานเฟอร์นิเจอร์ งานเหล็กดัด งานวอลเปเปอร์ ฯลฯ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เพื่อให้ช่างผ้าม่านสามารถทำงานติดตั้งได้อย่างละเอียดและสะอาด และเป็นการป้องกันไม่ให้ผ้าม่านสกปรก เลอะ หรือโดนฝุ่นผงต่างๆ เปื้อนในช่วงตกแต่งบ้าน ผ้าเป็นสิ่งของที่เปื้อนง่ายกว่าสิ่งของอื่นๆ และถ้าอยากให้ผ้าม่านยังดูสวยใหม่เวลาขึ้นบ้าน ก็ควรติดผ้าม่านหลังงานเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งบ้านต่างๆ จบลงหมดแล้ว  ผ้าม่านคือการเติมเต็มของการแต่งบ้าน ให้หน้าตาบ้านดูกระจ่างใสและอ่อนโยน สร้างบรรยากาศดีๆ ให้บ้านเป็นที่น่าอยู่ 

อิทธิพลของผ้าม่าน: ผ้าม่านที่สะอาดจะทำให้เพิ่มบรรยากาศในบ้านให้ดูสดชื่นสบายตายิ่งขึ้น ผ้าม่านสวยๆ สามารถนำความสุขสบายให้ผู้อาศัยอยู่ได้ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจของเราด้วย Continue reading การซื้อผ้าม่านมาตกแต่งบ้านควรทำตอนไหน?

ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว)

เราต้องใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงหรือส่วนกว้างของผ้าม่าน? การตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว) จะคำนวณผ้าไม่เหมือนการใช้ผ้าทำม่าน หน้ากว้าง 1.50 เมตร
ผ้าม่าน 2.80 เมตร ยอดฮิต: ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร เป็นที่นิยมอย่างสูงและเป็นผ้าตัดเย็บม่านที่อินเท็รนด์สุดๆ ในเมืองไทย เหตุผลที่ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตรเป็นยอดฮิตอาจเป็นเพราะการใช้ผ้าทำม่านชนิดนี้ทำให้การตัดเย็บสะดวก ง่าย และได้ประหยัดเวลาในการตัดเย็บ ข้อดีเบอร์หนึ่งของการเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร คือผ้าม่านตัดเย็บสำเร็จจะไม่มีรอยต่อ การตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตรจะต่างจากการตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร เป็นอย่างมาก บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างการใช้ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร กับผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ในการคำนวณและตัดผ้าม่าน

ใช้หน้ากว้างผ้าเป็นความสูงผ้าม่านสำเร็จ: ในการตัดเย็บผ้าม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร เราต้องนำหน้ากว้างของผ้ามาทำเป็นความสูงของผ้าม่าน ลวดลายของผ้ามักจะกำหนดให้เราต้องตัดเย็บแบบนี้ อย่างเช่นผ้าทำม่านที่มีเชิงลายสวยๆ เช่นลายปัก ลายฉลุ ลายลูกไม้ ลายแฟนซีดีไซน์ต่างๆ เราจะต้องตัดเย็บผ้าม่านตามความกว้างให้ชายผ้าอยู่ด้านล่าง

ส่วนใหญ่จะมีแค่เฉพาะในกรณีที่เลือกผ้าลายพื้นๆ หรือลายเรียบๆ เท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องตัดเย็บในลักษณะนี้ ในกรณีนี้ เราสามารถใช้หน้ากว้างของผ้ามาตัดตามยาวได้และต่อผ้าเอาเหมือนกับการตัดผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ไม่ว่าจะตัดเย็บผ้าม่านในรูปแบบใด การใช้ผ้าทำม่านที่มีหน้ากว้าง 2.80  เมตรจะใช้ผ้าในจำนวนที่น้อยกว่าผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นผ้าที่มีหน้ากว้างแล้วในเมืองไทย 

การดูผ้าทำม่านว่าแพงหรือถูกไม่ได้อยู่ที่หน้ากว้างของผ้า แต่จะอยู่ที่เกรดและชนิดของผ้า ในการเปรียบเทียบราคาผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร กับแบบหน้ากว้างมาตรฐานนั้น เราต้องนำราคาผ้ามาหารสอง (โดยประมาณการ) เพื่อเปรียบเทียบได้อย่างถูกต้อง

อย่างเช่นผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ที่มี ราคาเมตรละ 200 บาท จะเฉลี่ยแล้วถูกกว่าผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ที่มีราคาเมตรละ 120 บาท เป็นต้น

วิธีเปรียบเทียบราคาให้เปลี่ยนหน่วยจากหน้ากว้าง 2.80 เมตร ให้เป็นหน้ากว้าง 1.50 เมตร ก่อน
ให้เราคำนวณดังนี้
(ราคาผ้าต่อเมตร ÷ 2.80 ) x  1.50

ในตัวอย่าง เราต้องเปลี่ยนราคาผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร (200 บาทต่อเมตร) ให้เทียบเป็นผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร
( 200 บาทต่อเมตร ÷ 2.80 ) x  1.50 = 107 บาทต่อเมตร

จากการคำนวณ เราจะเห็นได้ว่าผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ที่มีราคา 200 บาทต่อเมตร จะมีราคาเทียบเท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ที่มีราคา 107 บาทต่อเมตร

การที่ผ้ามีหน้ากว้างที่ยาวมาก เราสามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงของหน้าต่างได้ซึ่งจะทำให้การตัดเย็บผ้าม่านง่ายและสะดวก เพราะไม่จำเป็นต้องตัดผ้าเป็นชิ้นๆ เพื่อมาเย็บต่อกันตามยาว ส่วนใหญ่แล้วผ้าหน้ากว้างจะยาวพอสำหรับหน้าต่างประตูบ้านทั่วไปที่มีความสูงไม่ถึง 2.60 เมตร ปกติเราต้องเผื่อขนาดเหนือขอบวงกบไปอีก 10 ซม (ด้านล่างเผื่อได้ถึงพื้น จำนวนผ้าใช้เท่าเดิม) และต้องเผื่อเย็บริมอีก 10 ซม (รวมด้านบนและด้านล่าง) ดังนั้นผ้าชนิดนี้มีหน้ากว้างพอที่จะใช้เป็นความสูงผ้าม่านได้เลย เราจะต้องซื้อจำนวนผ้าตามความกว้างของหน้าต่าง หน้าต่างยิ่งกว้าง จำนวนผ้าที่ต้องใช้ยิ่งมาก แตกต่างกับความสูงหน้าต่างซึ่งจะใช้จำนวนผ้าเท่าเดิมไม่ว่าเราจะตัดเย็บผ้าม่านถึงพื้นหรือเลยใต้วงกบนิดเดียว

การคำนวณผ้าม่านในการตัดเย็บด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร จะแตกต่างจากการคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร อย่างเช่น ถ้ามีหน้าต่างสูง 1.80 เมตร จากวงกบบนถึงวงกบล่าง และกว้าง 2.0 เมตร จากวงกบซ้ายถึงวงกบขวา เราจะต้องคำนวณจำนวนผ้าที่ต้องซื้อตามความกว้างของหน้าต่าง

วิธีคำนวณผ้าม่านที่ต้องใช้ (เป็นการคำนวณที่ให้ผ้าม่านมีลอนสวย ดูเนียน เรียบหรูอย่างมีระดับ) เราต้องบวกความกว้างไปอีก 20 ซม (0.2 ม) เพื่อเป็นการตัดเย็บม่านให้เลยวงกบซ้ายและวงกบขวาไป ข้างละ 10 ซม และนำความกว้างนี้มาคูณ 2.5  ตามสูตรนี้
สูตรคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร
(ความกว้างหน้าต่าง + 20 ซม) x 2.5 = จำนวนผ้าม่านที่ต้องใช้

เราจะสังเกตุได้ว่า ในการตัดเย็บผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ความสูงของหน้าต่างจะไม่ได้อยู่ในสูตรการคำนวณผ้าม่านเลย

ดังนั้นถ้ามีหน้าต่างที่มีความสูง 1.80 เมตรและกว้าง 2.0 เมตร เราต้องคำนวณผ้าม่านดังนี้
(2.0 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5.5 เมตร

ในกรณีที่เราอยากได้ผ้าม่านให้สูงมาถึงพื้น (ปกติผ้าม่านควรลอยเหนือพื้น 2 ซม เพื่อจะให้ผ้าไม่สกปรกเวลาเปิดปิดผ้าม่าน แต่การคำนวณไม่แตกต่างกันมาก เพราะการวางรางม่านเราสามารถวางเผื่อขึ้นไปเหนือวงกบได้)
สมมุติว่าความสูงเผื่อไปถึงพื้นเป็นความสูง 2.30 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
(2.0 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5.5 เมตร

จำนวนผ้าที่ต้องใช้เท่าเดิมเหมือนการตัดเย็บด้วยผ้าม่านสูง 1.80 เมตร

ถ้าหน้าต่างมีความกว้างที่แคบกว่าแต่มีความสูงมากกว่า เราจะใช้จำนวนผ้าม่านน้อยลง
ยกตัวอย่าง มีหน้าต่างสูง 2.5 เมตร และกว้าง 1.8 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
(1.8 เมตร + 0.2 เมตร) x 2.5 = 5 เมตร

จำนวนผ้าที่ต้องใช้ลดลงแม้ว่าหน้าต่างมีความสูงมากกว่า

ถ้าบ้านเรามีหน้าต่างประตูขนาดพิเศษและสูงกว่าหน้าต่างประตูบ้านทั่วไป (หน้าต่างประตูสูงกว่า 2.60 เมตร) เราต้องคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร เหมือนกับตัดเย็บด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ซึ่งก็คือต้องตัดผ้าม่านเป็นชิ้นๆ และต่อกันตามความกว้างหน้าต่าง/ประตู

สมมุติว่าเรามีประตูสูง 3.5 เมตร จากวบกบบนถึงพื้น และกว้าง 2.0 เมตร เราจะไม่สามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงได้ เราต้องตัดผ้าเป็นชิ้นๆ มาต่อกันตามความกว้างของประตู ความกว้างต้องคูณ 2.5 เหมือนเดิม ส่วนความสูงให้บวกแค่ 10 ซม (เพราะวัดถึงพื้นแล้ว) เราต้องใช้สูตรนี้

สูตรคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร
{(ความกว้าง + 20 ซม) x 2.5} ÷ 2.8 = จำนวนชิ้นของผ้าที่ต้องใช้เพื่อมาต่อกัน
(ความสูง + 10 ซม) = ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น
(จำนวนชิ้น x ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น) = จำนวนผ้าที่ต้องใช้

สำหรับประตูที่สูง 3.5 เมตร และกว้าง 2.0 เมตร ให้เราคำนวณดังนี้
{2.0 + 0.2) x 2.5} ÷ 2.8 = 1.96 ≅ 2 ชิ้น (จำนวนชิ้นต้องเป็นเลขจำนวนเต็ม ไม่มีเศษส่วน)
(3.5 + 0.1) = 3.6 ม
(2 x 3.6) = 7.2 เมตร
ในกรณีที่มีประตูในขนาดตามนี้ เราต้องใช้ผ้าทำม่านทั้งหมด 7.2 เมตร

ให้เราเปรียบเทียบจำนวนผ้าที่ต้องใช้ถ้าเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร สูตรคำนวณมีดังนี้
{(ความกว้าง + 20 ซม) x 2.5} ÷ 1.5 = จำนวนชิ้นของผ้าที่ต้องใช้
(ความสูง + 10 ซม) = ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น
(จำนวนชิ้น x ความยาวของผ้าแต่ละชิ้น) = จำนวนผ้าที่ต้องใช้

ดังนั้น ในกรณีที่มีประตูสูง 3.5 เมตร และกว้าง 2.0 เมตร ให้เราคำนวณตามนี้
{2.0 + 0.2) x 2.5} ÷ 1.5 = 3.67 ≅ 4 ชิ้น
(3.5 + 0.1) = 3.6 ม
(4 x 3.6) = 14.4 เมตร
ถ้าเราเลือกใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร เราต้องใช้ผ้าทั้งหมด 14.4 เมตร

สูตรในการคำนวณผ้าม่านเหล่านี้เป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณผ้าม่านจีบและผ้าม่านตาไก่ ซึ่งเป็นผ้าม่านสองแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดในประเทศไทย

การใช้ผ้าม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตรจะทำให้เราต้องใช้ผ้าในจำนวนที่น้อยกว่าการใช้ผ้าม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร และช่วยให้เราได้ประหยัดเวลาในการตัดเย็บ เพราะงานตัดเย็บผ้าม่านจะง่ายขึ้น และผ้าม่านก็จะออกมาสวยมากขึ้นด้วยเพราะจะไม่มีรอยต่อในการตัดเย็บ ความจริงใช้ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 1.50 เมตร ก็ดูสวยได้เพราะช่างตัดเย็บม่านมืออาชีพสามารถตัดเย็บแบบหลบรอยต่อได้ แต่การตัดเย็บผ้าม่าน DIY ด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร จะยากกว่าผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร เพราะต้องตัดต่อผ้าทีละผืน แทนที่จะตัดตามยาวทีเดียว

ที่ร้านผ้าม่าน เอทีเอ็ม เดคอร์ มีจำหน่ายผ้าตัดม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร หลายชนิด เรามีผ้าตัดม่านแบบทั้งหน้ากว้าง 2.80 เมตร และหน้ากว้าง 1.50 เมตร เรามีชนิดและลายผ้าให้เลือกมากมาย เราเป็นร้านขายส่งและขายปลีกผ้าสำหรับทำผ้าม่าน เรามีทีมช่างตัดเย็บผ้าม่านรับตัดเย็บและติดตั้งแบบบริการครบวงจร หรือลูกค้าสามารถเลือกซื้อผ้าไปอย่างเดียวเพื่อตัดเย็บผ้าม่านก็ได้ เรามีบริการตัดเย็บผ้าม่านหลายแบบ เช่นผ้าม่านจีบ ผ้าม่านคอกระเช้า ผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านพับ เป็นต้น

  Continue reading ผ้าทำม่านหน้ากว้าง 2.80 เมตร (110 นิ้ว)

การเพิ่มมิติของหน้าต่างด้วยผ้าม่านทำอย่างไร

การเพิ่มมิติของหน้าต่างให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นด้วยการใช้ผ้าม่านต้องทำอย่างไร?
การเพิ่มมิติด้วยผ้าม่าน Dimensional Design: การออกแบบและตกแต่งหน้าต่างด้วยผ้าม่าน (Window Dressing) เป็นศิลปะชนิดหนึ่ง และศิลปะที่ดีควรจะเป็นเอกลักษ์และมีหลายมิติ ดังนั้นการเพิ่มมิติให้กับหน้าต่างบ้านนั้นเป็นการที่ทำให้บ้านดูเรียบหรูยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่เพิ่มมิติ (Dimensional Design) ที่ดีควรคำนึงถึงจุดประสงค์และความสวยงามของมิตินั้น อย่างเช่นการเลือกใช้ผ้าม่านโปร่งเสริมข้างหลังผ้าม่านในห้องนอนเป็นการเพิ่มมิติความลึก (Depth) และเป็นการเพิ่มจำนวนชั้น (Layering) ผ้าม่าน การแต่ง Window Dressing ด้วยผ้าม่านโปร่งจะมอบความละเอียดอ่อน ความนุ่มนวล (Soft Touch) ให้กับบรรยากาศห้อง ถ้าเราเน้นให้ผ้าม่านดูสวยหรู เราอาจเลือกเพิ่มมิติผ้าม่านด้วยการตัดเย็บผ้าม่านหลุยส์ ซึ่งเป็นแบบผ้าม่านที่มีสองชั้นเหมือนผ้าม่านโปร่งแต่เน้นความหรูหรามากกว่าความนุ่มนวล ยิ่งถ้าทำผ้าม่านโปร่งเสริมผ้าม่านหลุยส์และทำเป็นผ้าม่านสามชั้น เราก็จะได้ความหรูหราและความนุ่มนวลพร้อมกัน และทำให้รูปห้องดูสวยหรูอลังการอย่างยิ่ง

เพิ่มจำนวนชั้นผ้าม่าน: เหมือนกับการเพิ่มมิติของผ้าม่านด้วยการเสริมผ้าม่านโปร่งและผ้าม่านหลุยส์ การเพิ่มมิติในห้องนอนสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มจำนวนชั้นในการตกแต่งเตียง (Bed Dressing) ซึ่งก็คือการซื้อผ้าคลุมเตียงสวยๆ มาคลุมผ้าปูที่นอนอีกชั้นนั่นเอง การซื้อผ้าคลุมเตียงเป็นการเสริมชั้นตกแต่ง “Dimension” ให้กับเตียง เป็นต้น การเพิ่มมิติและ “ชั้น” ในศิลปะมีมากกว่าแค่การตกแต่งบ้าน การเสริมมิติจะทำให้ผลงานศิลปะชิ้นนั้นดูดีและมีสีสรรค์มากขึ้น อย่างเช่นการแต่งเรื่องเล่าดีๆควรที่จะมีความซับซ้อนเสริมเข้ามาอีกชั้นเพื่อให้เนื้อเรื่องสนุกและน่าติดตาม การแต่งเพลงที่ดีก็ควรที่จะมีทำนองเพลงมากกว่าแค่ทำนองเดียวเพื่อให้เสียงเพลงเพราะและน่าฟัง เป็นต้น

เพิ่มมิติในการตกแต่งตรงกันข้ามกับสไตล์ Minimalist: สไตล์การออกแบบงานศิลปะที่เพิ่มมิตินั้นจะตรงกันข้ามกับสไตล์ Minimalist (แบบเรียบง่าย และใช้สิ่งของแสดงงานน้อยชิ้น) เพราะการตกแต่งแบบเพิ่มมิติจะเน้นความเลิศหรูมากกว่าความเรียบง่าย เน้นสร้างสรรค์ในการออกแต่งห้อง แต่ถ้าเราอยากได้สไตล์ Minimalist คือการตกแต่งบ้านด้วยผ้าม่านที่ใช้ผ้าจำนวนน้อยอย่างเช่นม่านพับหรือการใช้ผ้าม่านแค่ชั้นเดียว ไม่เสริมม่านโปร่งหรือม่านหลุยส์ 

สไตล์ Minimalist คืออะไร?: สไตล์ Minimalist จะเน้นการตกแต่งด้วยจำนวนเฟอร์นิเจอร์ที่น้อยที่สุด การตกแต่งในสไตล์ Minimalist จะใช้จำนวนเฟอร์นิเจอร์ในห้องน้อยและเน้นความปลอดโปร่งและให้มีพื้นที่ทางเดินในบ้านกว้างๆ เป็นสไตล์ที่เน้นการใช้งานของเฟอ์นิเจอร์มากกว่าความสวยงาม ถ้าเราไม่ได้สนใจว่าต้องให้ห้องดูหวานอ่อนโยนหรือสวยหรู แต่ต้องการความเรียบง่ายแทน การเลือกตกแต่งบ้านด้วยสไตล์ Minimalist จะเหมาะกับคอนเซ็ปต์นี้ ถ้าปกติเราไม่ใช้ผ้าม่านโปร่ง ก็ไม่ต้องซื้อผ้าม่านโปร่ง ถ้าเราไม่ค่อยใช้โต๊ะดืมกาแฟ ก็ไม่ต้องซื้อโต๊ะกาแฟ ถ้าปกติไม่ใช้ผ้าคลุมเตียง ก็ไม่ต้องซื้อผ้ามาคลุมเตียง เป็นต้น สไตล์ดีไซน์แบบ Minimalist จะเน้นที่ฟังก์ชั่นอย่างเดียว ไม่เน้นความหรูหราและผู้ที่ชอบสไตล์นี้มักจะคิดว่าสิ่งที่ไม่ได้ใช้ในชิวิตประจำวันคือสิ่งของฟุ่มเฟือย

สไตล์การออกแบบที่ Unique ไม่เหมือนใคร: ถ้าอยากนำสไตล์ศิลปะที่มีความงดงามและเป็นเอกลักษ์ของตัวเองมาตกแต่งบ้าน เราต้องมีความสร้างสรรค์และความมั่นใจใน Artistic Sense ของตัวเอง การออกแบบที่ทำให้ผู้อื่นที่แวะมาบ้านต้องชื่นชมและทึ่งไปกับสไตล์การตกแต่งที่สวยพิเศษ เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์และไหวพริบศิลปะของตนเองทุกคน แต่อยู่ที่ว่าเราได้ฝึกฝนใช้มันมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่ค่อยได้ฝึกเลยก็จะทำให้เราขาดความมั่นใจและไม่กล้าตัดสินใจเองว่าจะออกแบบห้องและบ้านของเราอย่างไร แต่ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้เรารู้สึกความภาคภูมิใจในตัวเองเพราะเราไม่ได้ลอกเลียนแบบผู้อื่น ในโลกของ Idealism เราควรที่จะตกแต่งบ้านในลักษณะและสไตล์ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวเรา

ไม่ยึดติดกับสไตล์การตกแต่งใด: อย่างหนึ่งที่ต้องระมัดระวังคือการยึดติดก้บสไตล์แบบใดแบบหนึ่งมากเกินไป เพราะบางสไตล์อาจทำให้เราต้องใช้งบประมาณมากกว่าที่เรากำหนดไว้ และทำให้ตกแต่งบ้านตามสไตล์นั้นไม่ไหว เราไม่ควรถูกสไตล์ใดมาบังคับให้ต้องใช้สิ่งที่ไม่ทำให้เราสบายใจ อย่างเช่นถ้าเราเลือกสไตล์การตกแต่งแบบ 1950 Mid-century ซึ่งจะเน้นออกแบบด้วยสิ่งของประดิษฐ์จากนักออกแบบชื่อดัง บางทีสิ่งที่สร้างโดยดีไซเนอร์ชื่อดังอาจจะแพงกว่างบที่ตั้งไว้ แต่แล้วเราบังคับตัวเองให้ซื้อมันเพื่อยึดติดกับสไตล์ Mid-century ที่เราได้เลือกไว้ ถ้าเราอยากได้เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจากดีไซน์เนอร์ผู้นั้นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราไม่ได้ชอบบางสิ่งที่เขาออกแบบมา เราก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ่งนั้นก็ได้ เรามีสิทธิเลือกสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสไตล์การตกแต่งบ้านที่เราเลือก สมมุติว่าเราได้ตัดสินใจแล้วว่าอยากออกแบบบ้านด้วยสไตล์ Minimalist แต่เราอยากใช้ผ้าม่านโปร่งมาเสริมความนุ่มนวลให้รูปหน้าต่างห้อง เราก็สามารถเลือกใช้ผ้าม่านโปร่งมาเสริมอีกชั้นของผ้าม่านได้ ซึ่งอาจไม่ทำตาม Minimalist แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะความสุขเราต้องมาเหนือสไตล์

การยึดติดกับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งไม่ใช้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การตกแต่งบ้านที่ดูสบายตาและน่าอยู่สำหรับเราจะต้องสำคัญกว่า เราควรที่จะเลือกตกแต่งบ้านที่มอบความสุขให้กับตัวเรามากที่สุด

Continue reading การเพิ่มมิติของหน้าต่างด้วยผ้าม่านทำอย่างไร

ผ้าม่านกับกฎสี 60-30-10 ให้ห้องมีความสวยงามลงตัว

ผ้าม่านเป็นสิ่งสำคัญในการแต่งบ้านให้ดูมีเสน่ห์ การเลือกผ้าม่านควรสอดคล้องกับกฎสี 60-30-10 ซึ่งเป็นกฎที่โปรดีไซน์เนอร์ทุกๆคนรู้จัก เพราะเป็นกฎที่ทำให้การแต่งสีห้องลงตัวที่สุด
การใช้กฎสี 60-30-10 คืออะไร?

ความจืดชืดเบื่อหน่ายคือศัตรูอันดับหนึ่งของ Interior Design: ในการแต่งบ้าน เราต้องให้คอนเซปต์การออกแบบและโทนสีที่เลือกสอดคล้องกันอย่างลงตัว เพื่อให้ภาพลักษณ์ของห้องสวย ดูมีเสน่ห์ และทำให้บ้านยิ่งน่าอยู่มากขึ้น นักออกแบบมือโปรทุกคนจะรู้ว่าการแต่งบ้านที่’โปรเฟชั่นแนล’ควรใช้จำนวนสีที่ไม่มากเกินไปจนทำให้บรรยากาศห้องดูรกรุงรังตา ดูไม่เป็นระเบียบ แต่ก็ต้องให้ไม่น้อยเกินไปเพราะจะทำให้ห้องดูจืดชืดไร้คาแร็กเตอร์ ศัตรูใหญ่ที่สุดของการแต่งบ้าน Interior Design ก็คือความจืดชืดเบื่อหน่ายนั่นเอง เพราะเหตุผลนี้ นักดีไซน์เนอร์จึงต้องสร้างกฎง่ายๆสำหรับการแต่งบ้านให้ดูดีมีสีสันลงตัว กฎนี้ทำให้การแต่งบ้านสะดวก เข้าใจง่าย ไม่เกิดความผิดพลาด ถ้าเราเข้าในกฎนี้ก็สามารถออกแบบดีไซน์ห้องของตัวเองได้ ในสไตล์ DIY โดยไม่ต้องพึ่งนักออกแบบมืออาชีพอีกต่อไป

กฎ 60-30-10 เป็นที่ยอมรับทั่วโลก: ทุกคนในวงการ Interior Design มีความเห็นตรงกันว่าการแต่งห้องด้วยสีควรมีความสมดุลอยู่ที่สัดส่วน 60%-30%-10% ซึ่งสมัยนี้ยิ่งเป็นกฎที่ยอดนิยมใช้กันอย่างยิ่ง เพราะกฎนี้สามารถช่วยให้การแต่งบ้านง่ายขึ้นโดยการใช้คอนเซปต์ของปริมาณและจำนวนสีที่ทำให้บ้านดูสวยงามมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง 

กฎแต่งบ้านด้วนสี 60-30-10 คืออะไร?

กฎ 60-30-10 คือการแต่งห้องด้วยการแบ่งอัตราส่วนของสีภายในห้อง (Interior Colors) ด้วยสัดส่วน 60%-30%-10% โดยที่สีหลักจะใช้แต่งห้องมากกว่าครึ่งของห้อง (ร้อยละ 60) สีรองจะใช้ครึ่งเดียวของสีหลัก (ร้อยละ 30) ส่วนอีก 10% ของสีภายในห้องจะใช้สีไฮไลท์หรือสี Accent ในการเสริมรูปแบบห้องให้ดูมีมิติสีสัน ให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

ในการเลือกสีหลักแต่งห้อง เราควรเลือกอย่างไร?

สีหลักของห้อง เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศห้องมากที่สุด เพราะใช้ถึงร้อยละ 60 ของห้อง เพราะฉะนั้นควรเลือกใช้โทนสีอ่อนๆ อย่างเช่นสีขาว สีครีม สีเขียนอ่อน สีฟ้าอ่อน เป็นต้น การแต่งห้องด้วยโทนสีอ่อนจะทำให้ห้องดูปลอดโปร่ง มีพื้นที่กว้างใหญ่ ยิ่งถ้าแต่งบ้านด้วยกระจกเยอะๆก็จะยิ่งทำให้บ้านดูโล่งปลอดโปร่งยิ่งขึ้น สีหลักของห้องจะใช้กับสีผนัง สีพื้น และสีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่

สีรองเป็นโทนสีที่เพิ่มคาแร็กเตอร์ให้ภาพลักษณ์ของห้อง

สีรองของห้อง เป็นสีที่มีอิธิพลเช่นกันเพราะเป็นสีที่ตัดกับสีหลักโดยตรง จะใช้ในปริมาณครึ่งเดียวของสีหลัก โดยที่สีรองจะใช้กับผ้าม่าน ชุดเครื่องนอน และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ เราสามารถเลือกสีรองเป็นสีเข้มหรือสีอ่อนก็ได้ แต่ต้องไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับสีหลัก การใช้สีรองถึงร้อยละ 30 จะเป็นการสร้างคาแร็กเตอร์ให้ห้องดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงรสนิยมและบุคลิกของผู้อยู่อาศัย อย่างเช่น การเลือกผ้าม่านสีเข้มๆ ให้ Mix & Match กับสีของผนังห้องหรือพื้นสีอ่อนๆ ให้ห้องไม่ดูจืด Boring มีความโดดเด่น ยิ่งถ้าใช้ผ้าม่านรุ่น Blackout ลายโมเดิร์น อย่างเช่นลาย Graphic หรือมีลายในตัวเล็กๆ ก็สามารถเพิ่มระดับ “Elegance” ให้ห้องดูสวยหรูขึ้นได้ทันที การใช้ผ้าม่านโปร่งควรใช้สีพื้น Off-white เพื่อให้สอดคล้องกับกฎ 60-30-10 เพราะสี Off-white จะไม่ตัดกับสีผนังห้องมากนัก ส่วนสีของลวดลายผ้าเป็นสีอะไรก็ได้ที่ “Contrast” กับสี Off-white อย่างเช่นสีทอง สีเงิน สีแดง สีเขียว สีฟ้า เป็นต้น 

อย่ามองข้ามความสำคัญของสีไฮไลท์ 

สีไฮไลท์ หรือสี Accent จะเป็นสีที่ใช้ในส่วนแค่ร้อยละ 10 แต่เป็นโทนสีที่สำคัญเช่นกันเพราะจะช่วยเพิ่มมิติและความสนใจให้กับบรรยากาศห้อง ให้ห้องดูมีสีสัน ไม่จืดชืด และมีความสมดุล Balance ที่ลงตัว สีไฮไลท์มักจะใช้กัับหมอนอิง เก้าอี้ รูปภาพในห้อง และสิ่งของประดับ Accessories ต่างๆในห้อง

การเลือกใช้กฎ 60-30-10 เป็นกฎที่ใช้กันทั่วโลก เพราะได้ผ่านกระบวนการทดลองตกแต่งบ้านมาอย่างมากมาย ถือได้ว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ไว้ใจได้อย่างมากและเหมาะใช้กับการออกแบบบ้านในทุกแนวทุกสไตล์

ร้านผ้าม่าน ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส จำหน่ายผ้าม่านหลากหลายชนิดทีสอดคล้องกับกฎ 60-30-10 และมีดีไซน์หลากหลายแบบให้เลือก มีทั้งสีพื้น ลายในตัว ลายวินเทจ ลายคลาสสิค ลายโมเดิร์น เป็นต้น ติดต่อสอบถามราคาผ้าม่านทุกชนิดได้ที่ 02 223 4828 Continue reading ผ้าม่านกับกฎสี 60-30-10 ให้ห้องมีความสวยงามลงตัว

ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน

ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน

บางทีเราอาจมองข้ามอิทธิพลที่ผ้าม่านมีต่อชีวิตประจำวันของเราก็ได้ ความจริงผ้าม่านสามารถสร้างผลประเยชน์ต่างๆ ให้กับเราได้นอกเหนือจากการช่วยป้องกันแสงแดดอาทิตย์

ประการแรก

ป้องกันทั้งแสงและรังสีพระอาทิตย์: นอกเหนือจากมีหน้าที่ในการกันแสงแดดแล้ว ผ้าม่านก็สามารถกันรังสี (Ultraviolet)จากแสงพระอาทิตย์ได้เช่นกัน ในการที่จะได้ผลประโยชน์ของการกันรังสี Ultraviolet (UV) นี้ เราต้องเลือกใช้ผ้าม่านแบบกัน UV ในตัว (เป็นชนิดผ้าม่านที่มีซับในกันรังสีอยู่ในเนื้อผ้า) ผ้าม่านที่มีคุณสมบัติในการกันรังสีจะมีเนื้อแน่นมากกว่าผ้าม่านอื่นๆทั่วไป มีน้ำหนักที่หนักกว่า และมีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงดีกว่าผ้าม่านปกติ นอกจากจะกันรังสีแล้ว ผ้าม่านชนิดแบบป้องกันรังสี UV ยังป้องกันความร้อนของแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านทั่วไป ประเทศบ้านเรามีอากาศร้อน แสงแดดแรง อากาศบ้านเราร้อนแทบทั้งปีทำให้คนต่างชาติล้อกันว่าเป็นประเทศที่มีฤดูร้อนฤดูเดียวทั้งปี ดังนั้นผ้าม่านเป็นสิ่งที่เราใช้ได้ตลอดปี

ประการที่สอง

ลดเสียงดังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก: นอกเหนือจากผลประโยชน์ของการปกป้องจากรังสีและแสงแดดแล้ว ผ้าม่านก็ยังสามารถช่วยลดเสียงดังๆ จากนอกบ้านไม่ให้มารบกวนเราได้อีก โดยเฉพาะผ้าม่านที่มีความหนาพิเศษ เวลาเราต้องการความเงียบสงบและไม่ต้องการเสียงรบกวนจากข้างนอกบ้าน การใช้ผ้าม่านจะช่วยลดเสียงรบกวนภาพนอกได้และช่วยให้เราได้ผ่อนคลายเวลาอยู่บ้าน

เก็บรักษาอุณภูมิในบ้าน: ผ้าม่านสามารถช่วยในการรักษาอุณภูมิในบ้านด้วยการเป็น Insulator ป้องกันไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาในบ้านและไม่ให้อากาศข้างในออกไปนอกบ้าน คนไทยชอบใช้ผ้าม่านเพื่อกันแสงแดดและความร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่คนที่อยู่ในประเทศหนาวๆ ก็ซื้อผ้าม่านเช่นกัน เพราะต้องการกั้นไม่ให้อากาศเย็นๆ เข้ามาในบ้าน รักษาอุณิภูมิอุ่นๆ ไว้ในบ้าน คนอยู่ในประเทศหนาวมักจะเปิดเครื่องทำอากาศร้อนในบ้านเพื่อให้บ้านมีความอบอุ่น ผ้าม่านจะช่วยกั้นอากาศอบอุ่นในบ้านไม่ให้หนีออกไปนอกบ้าน ส่วนคนไทยเราเปิดแอร์ไว้ในบ้านก็ไม่อยากให้อากาศเย็นๆ จากในบ้านต้องกระจายออกนอกบ้าน การมีผ้าม่าน โดยเฉพาะผ้าม่านที่มีเนื้อหนาแน่น จะช่วยเก็บอากาศเย็นๆ ไว้ในบ้านในระยะเวลานานมากขึ้น
ผ้าม่านสั่งตัดจะช่วยรักษาอุณภูมิในบ้านง่าย: ขึ้นการใช้ผ้าม่านแบบตัดเย็บตามขนาดของหน้าต่าง (Made-to-Measure Curtains) จะช่วยยิ่งขึ้นในการรักษาอุณภูมิภายในบ้าน เพราะถ้ามีช่องว่างระหว่างผ้าม่านก้บหน้าต่างก็จะทำให้ลดประสิทธิภาพของม่านในการป้องกันไม่ให้ความเย็นหนีออก เวลาตัดเย็บผ้าม่านเราจะต้องเผื่อความกว้างและความสูงให้พอประมาณ โดยมาตรฐานแล้วผ้าม่านควรที่จะมีความกว้างอย่างน้อย 10 ซม. ซ้ายและขวาวงกบหน้าต่างและควรมีความสูงอย่างน้อย 40-50ซม. มากกว่าความสูงหน้าต่าง (เผื่อ 10 ซม. ไว้เหนือหน้าต่าง และเผื่อ 30-40 ซม ไว้ใต้หน้าต่าง) การเผื่อขนาดความสูงและความกว้างผ้าม่านจะช่วยให้ผ้าม่านกันแอร์เย็นได้นาน บ้านหลายหลังมักจะใช้ผ้าม่านที่มีความสูงเกือบถึงพื้น โดยตัดเย็บผ้าม่านแบบนี้ก็จะทำให้ผ้าม่านในบ้านดูสวยหรูมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ห้องในบ้านดูสูงขึ้นอีกด้วย

ประการที่สาม

ช่วยรักษาความส่วนตัวและช่วยประหยัดไฟ: คนเราส่วนใหญ่ก็ต้องการ Privacy หรือความส่วนตัว การมีผ้าม่านใช้จะทำให้เราได้อยู่ในบ้านโดยที่ไม่มีใครจากข้างนอกสามารถมองเห็นเข้ามาได้ เวลาต้องการมองออกหน้าต่าง เราก็เพียงแค่เปิดผ้าม่าน แต่เวลาต้องการดู TV  อ่านหนังสือ หรือพักผ่อน เราก็สามารถปิดผ้าม่านได้โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงโลกภายนอก ถ้ามีผ้าม่านโปร่งอีกชั้นหนึ่งก็จะยิ่งทำให้เราไม่จำเป็นต้องเปิดผ้าม่านหมดด้วย เพราะเราสามารถมองทลุผ้าโปร่งออกไปนอกหน้าต่างได้ง่ายกว่าที่คนภายนอกจะสามารถมองทลุเข้ามา ผ้าม่านโปร่งจะช่วยให้เราสามารถดูโลกภายนอกได้อย่างสบายใจ และยังช่วยในการปรับแสงอาทิตย์ที่เข้ามาในบ้านได้อีก เพื่อเป็นการประหยัดไฟตอนกลางวัน ถ้าเราไม่อยากให้ห้องในบ้านดูมืดเกินไป เราก็สามารถเปิดผ้าม่านและใช้ผ้าม่านโปร่งลดแสงแดดในห้อง ในการใช้ผ้าม่านโปร่ง ห้องจะดูมีความสะหว่างอ่อนโยนยิ่งขึ้นและในขณะเดียวกันเราก็จะได้ความส่วนตัวด้วยเช่นกัน

ประการที่สี่

สีสันผ้าม่านมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเราเป็นอย่างมาก: ผลงานการวิจัยจิตวิทยาให้เราได้เห็นกันแล้วว่าสีสันผ้าม่านมีอิทธิพลต่ออารมณ์และสภาพจิดใจของผู้อยู่อาศัยในบ้านเป็นอย่างมาก นอกจากดีไซน์และขนาดของผ้าม่านแล้ว สีโทนของผ้าที่ใช้ในการทำม่านก็มีความสำคัญอย่างมาก การวิจัยได้แสดงให้เราได้เห็นว่าสีสันมีความสำคัญต่อบุคลิกภาพและความคิดของเรา ดังนั้นการเลือกสีของผ้าม่านในการตกแต่งบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและนอกจากควรเลือกในสีที่เข้ากับบ้านของเราแล้ว ยังควรเลือกสีผ้าม่านที่ช่วยให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเวลาเราการต้องการผ่อนคลายหรือต้องการความสนุกสนานเปร่าร่าเริง ผู้อยู่อาศัยในบ้านจะได้รับผลประโยชน์จากสีของผ้าม่านที่เราเลือกอย่างเต็มที่

Continue reading ผ้าม่านที่ดีช่วยทำให้เราได้มีความสุขมากยิ่งขึ้นเวลาอยู่บ้าน

ผ้าม่านที่สั่งตัดตามขนาดหน้าต่างและประตูในบ้านมีข้อดีอย่างไรบ้าง?

ซื้อผ้าม่านแบบตัดเย็บตามขนาดหน้าต่างประตูบ้านดีอย่างไรบ้าง?

การสั่งตัดผ้าม่านจะทำให้ได้รับผ้าม่านที่เหมาะกับคอนเซ็ปต์ของห้องได้อย่างลงตัว การได้ผ้าม่านที่สูงพอดีและกว้างพอดีกับหน้าต่างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผ้าม่านที่มีลวดลายสีสันสวยงามแต่ถ้าไม่เข้ารูปทรงหน้าต่างหรือประตูบ้านก็อาจทำให้ห้องดูไม่สวยก็เป็นได้ ผ้าม่านที่ดีต้องสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของห้อง ต้องมีสีสันที่สมดุลกับกฎ 60-30-10 ที่ทำให้ห้องดูสวยงาม มีเสน่ห์ลงตัว

การตัดเย็บผ้าม่านตามขนาดหน้าต่างประตู (Customize) เป็นงานที่ละเอียด ช่างผ้าม่านจะต้องทำม่านให้เผื่อลอน (Wave) หรือความย่นของม่านเพื่อที่จะให้ผ้าม่านดูสวยและเหมาะกับหน้าต่างพอดี ไม่กว้างเกินไป ไม่แคบเกินไป ช่างผ้าม่านต้องจัดลอนผ้าม่านให้นูน ลึก และสวยตามลายผ้าและขนาดของหน้าต่าง ผ้าม่านที่มีลอนสูงๆ ใหญ่ๆ จะมีความสวยหรู ดูมีระดับ

การสั่งตัดผ้าม่านจะทำให้เราได้มีลายผ้าม่านและสีผ้าม่านให้เลือกมากมาย และยังสามารถเลือกแบบผ้าม่านที่ต้องการได้อีก โดยที่แต่ละห้องในบ้านไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าม่านสีเดียวกับหรือแบบเดียวกัน อย่างเช่นเราอาจอยากทำผ้าม่านตาไก่ในห้องนอน แต่ในห้องนั่งเล่นอยากได้ผ้าม่านคอกระเช้า เราก็สามารถเลือกผ้าม่านลายเดียวกันสีเดียวกันทำผ้าม่านสำหรับทั้งสองห้อง ในบางห้องเราอาจอยากเสริมผ้าม่านหลุยส์อีกชั้นหนึ่ง เราก็สามารถเสริมได้โดยที่ใช้ผ้าตัดม่านลายเดียวกัน ช่างตัดเย็บม่านสามารถตัดผ้าตามแบบผ้าม่านที่เราต้องการได้หมด

บางทีเราอาจอยากทำผ้าม่านกับผ้าหุ้มเบาะเป็นเซตเดียวกัน ผ้าทำม่านที่มีเนื้อหนาๆสามารถนำไปทำผ้าหุ้มเบาะได้ ที่ร้านผ้าม่านเอทีเอ็ม เดคอร์ มีผ้าทำม่านหลายชนิดที่ใช้หุ้มเบาะได้เพราะเป็นผ้าชนิดเนื้อหนาพิเศษ นอกจากหุ้มเบาะแล้วก็ยังหุ้มเฟอร์นิเจอร์อื่นๆได้อีก จะสังเกตุได้ว่าห้องที่ใช้ผ้าม่านและผ้าตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ลายเดียวกันและสีเดียวกันจะดูหรูและไฮคลาสสุดๆ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการตัดเย็บผ้าม่านตามขนาดคือเราสามารถเติม Blackout Lining (ผ้ากันแสงและกันรังสี UVสีเงินๆ)ได้กับชุดผ้าม่านที่เราต้องการแบบกันแสงพิเศษ เวลาตัดเย็บม่าน ช่างตัดเย็บสามารถนำผ้ากันแสงมาเย็บเสริมผ้าม่านได้ทันที เราสามารถเลือกเสริม Blackout Lining กับผ้าม่านชุดไหนก็ได้ เพราะเวลามองจากในห้องจะไม่เห็นความแตกต่างของสีหรือลาย แต่ประสิทธิภาพในการกันแสงจะไม่เท่ากัน บ้านทั้งหลังอาจมีผ้าม่านลวดลายเดียวกันและสีเดียวกัน แต่ห้องในบ้านแต่ละห้องจะมีความมืดไม่เท่ากัน ตามความต้องการของเรา

เหตุผลเหล่านี้ทำให้การเลือกสั่งตัดผ้าม่านเป็นการซื้อผ้าม่านแบบมองระยะยาว เพื่อให้หน้าตาของบ้านดูเรียบหรูตามสไตล์ที่เราต้องการ Continue reading ผ้าม่านที่สั่งตัดตามขนาดหน้าต่างและประตูในบ้านมีข้อดีอย่างไรบ้าง?

ผ้าม่านสวยดีไซน์ใหม่ๆ ที่ ร้านผ้าม่านเอทีเอ็ม เดคอร์ พาหุรัด

ร้านผ้าม่านเอทีเอ็ม เดคอร์ จำหน่ายผ้าม่านลายสวยๆ สไตล์โมเดิร์น มีให้เลือกหลากหลาย เรามีบริการตัดเย็บม่านและทีมงานติดตั้งม่านให้พร้อม เราเน้นงานมีคุณภาพ เราอยากให้ลูกค้าทุกท่านมีความพึงพอใจกับผลงานทุกชิ้นของเรา

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 223 4828

ร้านผ้าม่าน เอทีเอ็ม เดคอร์ เป็นร้านขายส่งผ้าม่านในตลาดสำเพ็งพาหุรัดและเป็นบริษัทผ้าม่านที่ขายส่งทั่วประเทศ มีโชว์รูมที่ showcase ผ้าม่านอยู่ และเป็นการอย่างเช่นพวกผ้าเหล่าหน้ากว้าง 1.50 เมตรที่มีลายใหม่ๆเยอะแยะเช่นเดียวกันกับผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร มีผ้าลายสวยๆหรูๆให้เลือกมากมายครับ หลายๆแบบ ลาย เนื้อผ้า และสี มีโปรโมชั่นลดราคาสุดๆ ใครกำลังสนใจทำผ้าม่าน ได้เห็นผ้าเป็นม้วนๆ ไม่ใช่แค่เล่มตัวอย่างผ้า เรามีทั้งผ้าม่านกันยูีวี ผ้าม่านซาติน ผ้าม่านเชคการ์ด ผ้าม่านคอตต้อน ผ้าม่านโปร่ง ทางเอทีเอ็ม เดคอร์ มีบริการตัดเย็บและติดตั้งผ้าม่านให้ครบ ช่างเอทีเอ็มฝีมือปราณีตมากและมีประสบการติดตั้งผ้าม่านมาสิบกว่าปี Continue reading ผ้าม่านสวยดีไซน์ใหม่ๆ ที่ ร้านผ้าม่านเอทีเอ็ม เดคอร์ พาหุรัด