ผ้าม่านลายหลุยส์ ตกแต่งบ้านในสไตล์ Classic Victoria

ผ้าม่านลายหลุยส์ 🧡🧡🧡สัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย ดูเลิศหรู มีระดับ ⚡⚡⚡

ผ้าม่านลายหลุยส์ คืออะไร ดีอย่างไร? ผ้าม่านลายหลุยส์ “Damask” คือผ้าที่ถักทอด้วยลายรูปทรง “Diamond” หรือลายข้าวหลามตัด บางลายจะมีรูปทรงคล้ายกับรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน “Rhombus” ลวดลายจะไม่ใช่เป็นเส้นตรง แต่จะประกอบด้วยสัญลักษณ์และรูปภาพต่างๆ รูปสัญลักษณ์ต่างๆนี้จะนำมาประกอบกันเพื่อสร้างรูปทรงดังกล่าว ซึ่งมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ผ้าม่านลายหลุยส์ทำให้หน้าตาบ้านดูความโดดเด่น ออกแนวคลาสสิก มีสง่าราศี

ลายหลุยส์ใช้สัญลักษณ์มากมาย: ลายหลุยส์จะมีคุณสมบัติ “Ambigram” หมายถึง ไม่ว่าเราจะมองที่ผ้าม่านจากทางกระจกหรือจากตาเปล่า ลวดลายบนผ้าจะดูเหมือนกัน ดีไซน์บนผ้าม่านลายหลุยส์จะมีหลายสไตล์ หลายขนาด และจะใช้สัญลักษณ์และรูปภาพหลายประเภท อย่างเช่น ลายดอกไม้ ลายกนก ลายสัตว์ ลายผลไม้ ลายใบไม้ ลายบัว เป็นต้น เส้นต่างๆที่ใช้ในการวาดลวดลายผ้าจะมีความโค้งงอที่สวยงาม เป็นดีไซน์ที่มีเสน่ห์แห่งความ “Luxury” ดูเลิศหรูทีเดียว

การเลือกผ้าม่านลายหลุยส์ให้เข้ากับห้อง: ผ้าม่านลายหลุยส์จะมีขนาดเล็ก (ลายถี่) และขนาดใหญ่ (ลายห่าง) ลายขนาดเล็กจะเหมาะกับหน้าต่างหรือประตูบานเล็ก ไม่ว่าจะใช้ผ้าม่านลายไหน ถ้าห้องมีขนาดไม่ใหญ่มาก ควรเลือกผ้าม่านลายเล็กๆ เพื่อช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้าง ปลอดโปร่ง ผ้าม่านลายใหญ่ๆจะเหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ลวดลายผ้ามีสัดส่วนสมดุลและเหมาะสม ลายหลุยส์ที่มีรูปภาพดอกไม้หรือใบไม้จะเหมาะกับการตกแต่งแนววินเทจ ลายหลุยส์ที่ใช้วงกลมจะเหมาะกับห้องที่มีรูปทรงกลม เป็นต้น

การเลือกสีผ้าม่านลายหลุยส์: ส่วนใหญ่ ผ้าม่านลายหลุยส์จะมีสีทูโทน สีลวดลายจะเป็นสีหนึ่ง ส่วนสีพื้นจะเป็นอีกสีหนึ่ง การเลือกสีควรเลือกให้สอดคล้องกับสีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับในห้อง อย่างเช่น ถ้าใช้เฟอร์สิเจอร์ลายไม้ ผ้าม่านลายหลุยส์สีน้ำตาลหรือสีเอิร์ธโทนจะดูเหมาะสม ถ้าใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาวหรือสีครีม เราสามารถเลือกผ้าม่านสีอะไรก็ได้ ในการเลือกสีผ้าม่าน ควรเลือกให้สีสันภายในห้องมีความสมดุล ไม่ฉูดฉาด และไม่จืดเกินไป ถ้าใช้ผ้าม่านสีเดียวกันกับผนังห้อง อาจทำให้ห้องดูขาดสีสันได้ สีสันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ภายในห้อง ทำให้ห้องดูสดใส “Lively” มีความร่าเริงแจ่มใส นักออกแบบ (หรือ มัณฑนากร) จะมีกฎที่ใช้เป็นประจำสำหรับการปรับสมดุลสีสันภายในห้อง กฎนั้นก็คือ 60-30-10 นั่นเอง อ่านเกี่ยวกับกฎสีนี้ได้ตามลิงค์

ผ้าลายหลุยส์ เหมาะกับผ้าม่านหลายสไตล์: โดยทั่วไป ผ้าลายหลุยส์มักจะนิยมใช้กับผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านจีบ ผ้าม่านลอน ผ้าม่านพับ และผ้าม่านหลุยส์ และจะมีหลายคนที่เลือกเย็บผ้าม่านคอกระเช้าด้วยผ้าลายหลุยส์ด้วยเช่นกัน (ผ้าม่านคอกระเช้าเป็นสไตล์ชิวล์ๆ เน้น “Informal” เป็นกันเอง เหมาะกับห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน ส่วนลายหลุยส์เป็นสไตล์ภูมิฐาน “Elegant” ดูหรูหรา สองสไตล์นี้จึงไม่ค่อยแมทช์กันมากนัก) การตัดเย็บผ้าม่านจะต้องจัดวางลายผ้าให้เข้ากับดีไซน์หลุยส์ เพื่อให้ลอนผ้าม่านสอดคล้องกับลายผ้าอย่างลงตัวที่สุด

จัดลายหลุยส์ตามลอนผ้าม่าน: ในการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ผ้าม่านตาไก่จะเป็นรูปแบบผ้าม่านที่นิยมใช้มากที่สุด และลายหลุยส์ก็จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆด้วยเช่นกัน ร่วมกับผ้าม่านสีพื้นและผ้าม่านลายริ้ว การตัดเย็บผ้าม่านตาไก่ด้วยผ้าลายหลุยส์จะเน้นการจัดลอนเป็นพิเศษ เพราะลายหลุยส์จะต้องลงล็อกกับคลื่นลอน (คลื่นลอนจะประกอบด้วยสันลอนและท้องลอน) เพื่อให้ลายผ้าม่านมีความสมดุล ดูมีระเบียบ

เลือกผ้าม่านหน้ากว้างพิเศษ: การเลือกใช้ผ้าหน้ากว้างพิเศษ (กว้าง 2.40 เมตร ขึ้นไป) จะทำให้สามารถตัดเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อได้ อ่านข้อดีต่างๆเกี่ยวกับผ้าม่านไร้รอยต่อได้ตามลิงค์ ผ้าม่านลายหลุยส์จะดูดีที่สุดเวลาลวดลายมีความต่อเนื่องตลอดผืน ไม่ขาดช่วง ถ้าเลือกผ้าหน้าแคบ การตัดต่อผ้าจะทำให้ลวดลายขาดตอน ลายหลุยส์จะดูไม่ค่อยสวยมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ผ้าหน้าแคบจริงๆ (สมมุติว่าลายผ้าที่ชอบจะมีแต่แบบหน้าแคบ) ต้องระบุให้ช่างเย็บผ้าม่านตัดต่อชิ้นผ้าตามดีไซน์ และให้ลวดลายต่อเนื่องกันมากที่สุด การจัดวางลายผ้าตามดีไซน์จะใช้ผ้ามากกว่าปกติ แต่สำหรับผ้าม่านลายหลุยส์ การจัดลายผ้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะต้องให้ลายผ้าสอดคล้องกับลอนผ้าม่าน เพื่อให้ได้ความสวยงามที่ลงตัว

ประวัติการใช้ผ้าม่านลายหลุยส์: การใช้ผ้าลายหลุยส์ในการตัดเย็บผ้าม่านเริ่มต้นมานานกว่า 1000 ปีที่แล้ว คนประเทศจีนเป็นผู้ริเริ่มนิยมใช้ลวดลายหลุยส์ในการถักทอผ้า สมัยก่อน การถักทอผ้าจะทำด้วยมือ และลายหลุยส์จะเป็นลายที่ทอยากกว่าลายผ้าอื่นๆ ลายหลุยส์จะมีความละเอียดอ่อนที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าผ้าลายอื่นๆ เพราะเหตุผลนี้ จะมีเฉพาะคนรวยเท่านั้นที่สามารถสั่งซื้อผ้าลายนี้ได้ ลายหลุยส์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย

ลายหลุยส์ สัญลักษณ์ของคำว่า “Luxury”: ในสมัยก่อน กลุ่ม Upper Class หรือชนชั้นสูงในสังคมมักจะเลือกใช้ลายหลุยส์สำหรับงานตกแต่งทุกประเภท โดยเฉพาะกับผลิตภันฑ์สิ่งทอ ผ้าม่านจะเลือกเป็นลายหลุยส์ ผ้าโซฟาก็จะเลือกเป็นลายหลุยส์ แม้กระทั้งพรมปูพื้นก็จะใช้เป็นลายหลุยส์ด้วยเช่นกัน ถึงทุกวันนี้ ลายหลุยส์ยังคงเป็นลวดลายที่นิยมใช้กันอย่างมาก การผลิตผ้าสมัยนี้จะราคาถูกเพราะใช้เครื่องจักรโรงงาน ไม่ใช่เป็นงานฝีมือเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ต้นทุนในการทอผ้าลายหลุยส์ไม่สูงกว่าต้นทุนในการทอผ้าลายอื่นๆ เดี๋ยวนี้ ผ้าลายหลุยส์เป็นดีไซน์ที่ใช้กับประชากรโลกทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น 

ลายหลุยส์ ใช้กับวัสดุหลายประเภท: ลายหลุยส์เป็นดีไซน์ที่สามารถใช้กับผลิตภันฑ์หลายอย่าง นอกจากผลิตภันฑ์สิ่งทอแล้ว ลายหลุยส์ยังนิยมใช้กับวัสดุอื่นๆอีกมากมาย อย่างเช่น วอลเปเปอร์ แก้ว จาน กล่อง โคมไฟ โต๊ะ และเครื่องประดับต่างๆ ที่เป็นงานศิลปะ สำหรับผลิตภันฑ์สิ่งทอ ลายหลุยส์จะนิยมใช้กับผ้าม่าน ผ้าโปร่ง ผ้าคลุมเตียง ผ้าหุ้มเบาะ พรมปูพื้น ผ้าตัดเสื้อผ้า เป็นต้น

การตกแต่งสไตล์โมเดิร์น: ในยุคปัจจุบัน การตกแต่งอินทีเรียจะเน้นความสวยงามแบบเรียบง่าย “Simple” จึงจะนิยมใช้ผ้าม่านสีพื้นและผ้าม่านที่มีลวดลายในตัวหรือเป็นเทกเจอร์มากกว่า ผ้าม่านลายหลุยส์จะเหมาะกับการตกแต่งแนว Old Fashion หรือ สไตล์ Classic Victoria ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์การตกแต่งที่จะเน้นใช้ผ้าม่านและผ้าหุ้มเบาะลายหลุยส์เป็นพิเศษ ในตลาดผ้าจะมีผ้าลายหลุยส์ให้เลือกมากมาย เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้ซื้อจำนวนมาก ผ้าลายหลุยส์ถือเป็นลายคลาสสิก ใช้ได้ตลอดกาล ไม่มีวันตกยุค

ร้านขายผ้า ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส มีจำหน่ายผ้าม่านและผ้าหุ้มเบาะลายหลุยส์หลากหลายชนิด ในส่วนของผ้าม่าน จะมีตัวเลือกทั้งแบบผ้าม่านกันแสง UV และแบบผ้าม่านปกติ ผ้าทำผ้าม่านลายหลุยส์จะมีให้เลือกมากมาย มีแบบหน้ากว้างพิเศษ 2.80 เมตร (110 นิ้ว) สำหรับตัดเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อ และแบบหน้ากว้าง 60 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้ากว้างมาตรฐานในประเทศไทย ที่ร้านจะมีผ้าม่านโปร่งแสงลายหลุยส์ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ต้องการติดผ้าม่านสองชั้น ผ้าม่านลายหลุยส์จะมีหลายสี หลายดีไซน์ และหลายเนื้อผ้าให้เลือก จำหน่ายในราคาส่ง หน้าร้านขายผ้าอยู่ใจกลางตลาดพาหุรัด แหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย Continue reading ผ้าม่านลายหลุยส์ ตกแต่งบ้านในสไตล์ Classic Victoria

ผ้าม่านไร้รอยต่อ ทันสมัย ลวดลายต่อเนื่อง เย็บง่าย

ผ้าม่านไร้รอยต่อ 🧡🧡🧡 สไตล์ใหม่ ดูสวยมีเสน่ห์ ไม่เห็นรอยต่อ ยกระดับความงาม

ผ้าม่านไร้รอยต่อจะมีลวดลายต่อเนื่องตลอดผืน จึงเหมาะกับผ้าม่านที่มีดีไซน์อย่างยิ่ง การจัดลอนผ้าม่านจะไปตามลวดลายผ้า การตัดเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อจะต้องใช้ผ้าหน้ากว้างพิเศษ เพราะหน้ากว้างของผ้าจะใช้เป็นส่วนสูงของผ้าม่าน ผ้าม่านที่ไม่มีรอยต่อจะเหมาะกับผ้าม่านสีพื้นด้วยเช่นกัน เพราะผ้าม่านสีพื้นจะเห็นรอยต่อได้ชัดเจน

ผ้าม่านไร้รอยต่อ คือ ผ้าม่านที่เย็บด้วยผ้าที่มีหน้ากว้างพิเศษ หน้าผ้าจะต้องมีความกว้างพอที่จะใช้เป็นความสูงของผ้าม่าน ทำให้สามารถเย็บเป็นผ้าม่านสำเร็จรูปได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องตัดต่อผ้าแต่อย่างใด ผ้าที่มีหน้ากว้างพอที่จะสามารถนำไปใช้เป็นส่วนสูงของผ้าม่านจะมีแบบหน้า 1.50 เมตร แบบหน้า 2 เมตร แบบหน้า 2.40 เมตร แบบหน้า 2.80 เมตร และแบบหน้า 3 เมตร ผ้าม่านที่มีหน้ากว้าง 1.50 เมตร จะสามารถใช้ได้เฉพาะสำหรับเย็บผ้าม่านหน้าต่าง และใช้ได้เฉพาะกับหน้าต่างที่มีความสูงไม่เกิน 1.50 เมตรเท่านั้น ผ้าเย็บผ้าม่านที่มีหน้ากว้างอย่างน้อย 2.4 เมตรขึ้นไปจะสามารถใช้เย็บม่านประตูได้แบบไร้รอยต่อ เพราะความสูงมาตรฐานของประตูจะไม่เกิน 2.3 เมตร

ผ้าม่านไร้รอยต่อจะไม่มีการตัดต่อผ้าม่าน: ผ้าม่านปกติจะเย็บแบบมีรอยต่อ เพราะจะต้องตัดผ้ามาต่อกันเป็นชิ้นๆ การตัดเย็บแบบผ้าม่านไร้รอยต่อจะทำให้ผ้าม่านดูสวยงามขึ้น ส่วนการคำนวณและการตัดเย็บผ้าม่านจะง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

การจัดวางผ้าในการตัดเย็บผ้าม่าน: ปกติการตัดเย็บผ้าม่านจะใช้หน้าผ้าเป็นส่วนกว้างของผ้าม่าน ยกตัวอย่าง ถ้าเราซื้อผ้าทำผ้าม่านที่มีหน้ากว้าง 60 นิ้ว (1.50 เมตร) ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานในประเทศไทย เราจะใช้ตัดเย็บผ้าม่านที่มีขนาดความกว้าง 3 เมตร และความสูง 2 เมตร ได้อย่างไร?

การคำนวณผ้าม่านด้วยผ้าหน้า 1.50 เมตร (3 ขั้นตอน)

คำนวณความยาวของผ้าแต่ละชิ้น: ขั้นตอนแรก ก่อนจะตัดผ้าออกจากม้วน ต้องดูที่ความสูงของผ้าม่านที่ต้องการ เพราะเราจะตัดผ้าออกจากม้วนตามความสูงของผ้าม่าน ถ้าผ้าม่านมีความสูง 2 เมตร เราต้องตัดผ้า 2.4 เมตร ต่อชิ้น เพราะต้องเผื่อพับบนและพับล่างข้างละ 15-20 ซม. การเผื่อพับบนและพับล่างจะเพิ่มความยาวของผ้าแต่ละชิ้น ผ้าม่านจะต้องติดเหนือหน้าต่างอย่างน้อย 10 ซม และทิ้งลงมาใต้หน้าต่างอย่างน้อย 20 ซม ผ้าม่านสไตล์โมเดิร์นจะนิยมติดผ้าม่านถึงพื้น

คำนวณความกว้างของผ้าที่ต้องใช้: ในตัวอย่างข้างต้น ขนาดผ้าม่านที่เราต้องการมีความกว้าง 2 เมตร เราต้องนำไซส์นี้ไปคูณ 2.5 เพราะต้องเผื่อความพลิ้วไหวของผ้าม่าน เราใช้สูตรคูณ 2.5 สำหรับเย็บม่านจีบและม่านตาไก่ (ร้านผ้าม่านบางที่จะเลือกคูณ 2 แต่เราอยากให้ได้ความพลิ้วเต็มที่ เราจึงเลือกคูณ 2.5) พอนำขนาดความกว้างของผ้าม่านไปคูณ 2.5 ในกรณีนี้ คือ 3 เมตร x 2.5 = 7.5 เมตร เราจะเห็นได้ว่าผ้าม่านจะต้องมีความกว้าง 7.5 เมตร

*ถ้าเลือกคูณ 2 ผ้าม่านจะต้องมีความกว้าง 6 เมตร ขนาดที่คำนวณนี้จะเผื่อเย็บริมซ้ายและขวาแล้ว พอเย็บผ้าม่านแบบมีลอนสวยๆ ความกว้างผ้าม่านจะลดลงมาเหลือ 3 เมตร ตามที่ต้องการ

คำนวณจำนวนชิ้นผ้าที่ต้องใช้: จากขั้นตอนที่สอง เพื่อให้ได้ลอนตามที่ต้องการสำหรับผ้าม่านที่มีความกว้าง 3 เมตร เราจะต้องใช้ผ้ากว้างถึง 7.5 เมตร แต่ผ้าเย็บผ้าม่านที่เราเลือกมีหน้ากว้างเพียง 1.50 เมตร เพราะฉะนั้นจะต้องต่อผ้าม่าน 5 ชิ้น เพื่อให้ได้ครบ 7.5 เมตร (7.5 เมตร ÷ 1.5 เมตร/ชิ้น = 5 ชิ้น) เราจะต้องใช้ผ้าม่านทั้งหมด 12 เมตร (2.4 เมตร/ชิ้น x 5 ชิ้น = 12 เมตร)

*ถ้าเลือกคูณ 2 ผ้าม่านจะต้องใช้ 4 ชิ้น ( 6 เมตร ÷ 1.5 เมตร/ชิ้น = 4 ชิ้น) เราจะใช้ผ้าเพียง 9.6 เมตร (4 ชิ้น x 2.4 เมตร/ชิ้น = 9.6 เมตร)

ผ้าม่านแยกกลางหรือรวบข้าง?: โดยทั่วไป ผ้าม่านหน้าต่างหรือประตูที่กว้างถึง 3 เมตร จะแบ่งเป็นสองผืน หรือที่เรียกกันว่า “ผ้าม่านแยกกลาง” ต่างจาก “ผ้าม่านรวบข้าง” ที่ใช้ผ้าผืนเดียว ผ้าม่านรวบข้างจะเหมาะกับบานหน้าต่างหรือประตูที่แคบหรือมีความกว้างไม่เกิน 1.2 เมตร ในตัวอย่างผ้าม่านขนาดกว้างคูณสูง 3.0 x 2.0 เมตร เราต้องใช้ผ้าทั้งหมด 5 ชิ้น ผืนหนึ่งจะใช้ผ้า 2 ชิ้นครึ่ง (5 ชิ้น ÷ 2 ผืน = 2.5 ชิ้น/ผืน)

เครื่องคิดเลขผ้าม่าน คิดง่าย รวดเร็ว สะดวก: เพื่อความสะดวกในการคำนวณผ้าสำหรับเย็บผ้าม่าน เราสามารถใช้เครื่องคิดเลขผ้าม่านได้ เครื่องคิดเลขผ้าม่านนี้เป็นของ Sew Helpful สำหรับช่างตัดเย็บผ้าม่านมืออาชีพและช่างมือสมัครเล่น คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ

ผ้าที่เราเลือกซื้อ สามารถใช้เย็บผ้าม่านไร้รอยต่อได้หรือไม่? วิธีการดูว่าผ้าม่านจะสามารถเย็บแบบไร้รอยต่อได้หรือไม่ คือ ต้องดูที่หน้ากว้างของผ้า ถ้าหน้ากว้างของผ้ามีความยาวพอที่จะปิดเกินความสูงของหน้าต่างหรือประตูบ้านได้ แสดงว่าสามารถเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อได้ ยกตัวอย่าง ถ้าประตูบ้านมีความสูง 2.2 เมตร และผ้าเย็บผ้าม่านที่ซื้อมีหน้ากว้างเพียง 2 เมตร เราจะไม่สามารถวางหน้าผ้าตามความสูงได้ เพราะฉะนั้นผ้าม่านจะต้องตัดต่อเป็นชิ้นๆ และการคำนวณจะเหมือนผ้าม่านหน้าปกติ แต่ถ้าประตูบ้านมีความสูง 2.2 เมตร และผ้าเย็บผ้าม่านที่ซื้อมีหน้ากว้าง 2.8 เมตร เราจะสามารถวางหน้าผ้าตามความสูงได้ แม้จะเผื่อพับบนและพับล่างแล้วก็ยังมีผ้าเหลือ

ผ้าม่านไร้รอยต่อจะเหมาะกับทั้งผ้าสีพื้นและผ้าที่มีลวดลาย เพราะรอยต่อจะเห็นได้ชัดเจนในผ้าสีพื้น สำหรับผ้าที่มีดีไซน์ ลวดลายผ้าอาจไม่ต่อเนื่องได้ ถ้าต้องการให้ต่อลายผ้า ช่างเย็บผ้าม่านจะต้องใช้ผ้าเพิ่ม

เหมาะกับผ้าม่านสีพื้น: ประการแรก คือ ความสวยงาม ผ้าม่านที่ไม่มีรอยต่อจะดูไฮคลาส “Elegant” มีระดับ เหมาะกับสถานที่ระดับไฮเอนด์ ผ้าม่านไร้รอยต่อจะเหมาะกับผ้าสีพื้นโดยเฉพาะ เพราะรอยต่อบนผ้าสีพื้นจะเห็นได้ชัดเจน

เหมาะกับผ้าม่านที่มีดีไซน์: ผ้าม่านหน้ากว้างพิเศษจะเหมาะสำหรับผ้าม่านที่มีลวดลายด้วยเช่นกัน เพราะผ้าม่านไร้รอยต่อจะมีดีไซน์ที่ต่อเนื่องตลอดผืน ลวดลายบนผ้าจะไม่ขาดช่วงหรือขาดตอน การที่ลวดลายไม่ขาดช่วงจะทำให้การจัดลอนง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน

คำนวณผ้าม่านง่าย: ประการที่สาม การคำนวณผ้าม่านจะง่าย จากข้างต้น จะเห็นได้ว่าการคำนวณผ้าม่านหน้ากว้างพิเศษง่ายกว่าผ้าหน้ากว้างปกติ เพราะเราไม่จำเป็นต้องคำนวณชิ้นผ้า ผ้าที่ใช้จะมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น (หรือสองชิ้นถ้าทำผ้าม่านแยกกลาง)

เย็บผ้าม่านสะดวก: ประการที่สี่ การตัดเย็บผ้าม่านจะง่ายและสะดวก เพราะไม่ต้องตัดต่อผ้า การเย็บผ้าม่านหน้าปกติจะต้องตัดผ้าเป็นชิ้นๆและนำมาต่อกัน แต่สำหรับผ้าหน้ากว้างพิเศษ เราตัดผ้าชิ้นเดียว และไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

ร้านผ้าม่าน ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส จำหน่ายผ้าม่านหน้ากว้างพิเศษหลายชนิด มีให้เลือกหลายสีและหลายดีไซน์ เหมาะกับการตกแต่งบ้านทุกสไตล์ เราจำหน่ายทั้งผ้าหน้ากว้างปกติ 1.50 เมตร (60 นิ้ว) และผ้าหน้ากว้างพิเศษ 2.80 เมตร (110 นิ้ว)

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผ้าเย็บผ้าม่านแต่ละชนิดได้ที่ 02 223 4828 บริษัท แฟบริค พลัส มีหน้าร้านอยู่ติดถนนพาหุรัด แหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย Continue reading ผ้าม่านไร้รอยต่อ ทันสมัย ลวดลายต่อเนื่อง เย็บง่าย

ผ้าม่านสีพื้น เรียบหรู ยอดนิยม

ผ้าม่านสีพื้น 🧡🧡🧡 เข้ากับกับ Interior Design ทุกคอนเซ็ปต์ ผ้าม่านสีพื้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง? ควรเลือกติดผ้าม่านสีพื้นหรือผ้าม่านแบบมีลวดลายดี?

ผ้าม่านสีพื้นคืออะไร ดีอย่างไร? ผ้าม่านสีพื้น หรือ ผ้าม่านลายพื้น คือ ผ้าม่านที่มีสีเดียวตลอดผืนและไม่มีการทอหรือการพิมพ์ลวดลายใดๆบนเนื้อผ้า พื้นผิวผ้าอาจมีเทกเจอร์หรือไม่มีเทกเจอร์ก็ได้ ผ้าม่านสีพื้นเป็นสไตล์ผ้าม่านยอดนิยมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพราะเป็นสไตล์เรียบหรู ดูมีระดับ และสามารถใช้ได้กับการตกแต่งทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น สไตล์คลาสสิก สไตล์โมเดิร์น สไตล์มินิมอลลิสต์ หรือ สไตล์คอนเท็มโพรารี่ ก็ใช้ได้หมด ในการเลือกติดผ้าม่านสีพื้นในบ้าน เราสามารถควบคุมสีภายในบ้านได้ง่าย เพราะมีเพียงสีเดียวที่เราต้องควบคุม การสร้างความสมดุลของสีสันภายในบ้านควรทำตามกฎ 60-30-10 บทความนี้จะขยายคอนเซ็ปต์ของการเลือกสีผ้าม่านให้สอดคล้องกับอินทีเรียดีไซน์ภายในบ้าน ผ้าม่านสีพื้นสามารถใช้จับคู่กับสีเฟอร์นิเจอร์หรือสีเครื่องประดับภายในบ้านได้ง่าย ทำให้สามารถสร้างความสมดุลได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ผ้าม่านสีพื้นมีหลายตัวเลือก: ผ้าม่านสีพื้นจะมีหลากหลายเนื้อ รวม เนื้อเงา เนื้อด้าน เนื้อขน เนื้อกระสอบ เนื้อเทกเจอร์ เป็นต้น การเลือกใช้ระหว่างผ้าม่านเนื้อเงาหรือเนื้อด้านจะอยู่ที่รสนิยมและความต้องการของแต่ละบุคคล ถ้าเราอยากให้บ้านเข้าคอนเซ็ปต์ Elegant แบบเรียบหรู ออกแนว “Minimalist” ควรเลือกใช้ผ้าม่านเนื้อด้าน ถ้าอยากให้บรรยากาศภายในห้องดู Flashy สว่างตา ควรเลือกติดผ้าม่านเนื้อเงา ผ้าม่านเนื้อกระสอบจะออกแนว “Retro” ดูคลาสสิก ลายกระสอบเป็นลายผ้าเย็บผ้าม่านยอดนิยมในโรงแรมระดับไฮเอนด์ เพราะเป็นเนื้อผ้าที่ดูไฮคลาส “Stylish” และดูมีระดับอย่างยิ่ง ผ้าเนื้อกระสอบที่ทออย่างหนาแน่นจะสามารถใช้เป็นผ้าหุ้มเบาะและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย ทำให้การตกแต่งเข้าคอนเซ็ปต์รวกเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถใช้ผ้าเย็บผ้าม่านและผ้าหุ้มเบาะตัวเดียวกันได้ ไม่จำเป็นต้องหาผ้าสองเนื้อและสองสีมาแมทช์กันให้ยากลำบาก

ผ้าม่านสีพื้น เหมาะกับผ้าม่านทุกรูปแบบ: ผ้าม่านสีพื้น หรือ ผ้าม่าน Mono-Tone สามารถใช้ตัดเย็บผ้าม่านในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่านจีบ ผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านพับ ผ้าม่านคอกระเช้า ผ้าม่านหลุยส์ เป็นต้น เพราะผ้าม่านสีพื้นเป็นสไตล์ “All Purpose” เข้าได้กับทุกคอนเซ็ปต์ สามารถใช้ได้กับทุกสไตล์ ถ้าวิเคราะห์เปรียบเทียบความต้องการของตลาดผ้าม่านในประเทศไทยแล้ว ผ้าม่านจีบและผ้าม่านตาไก่เป็นสองสไตล์ยอดนิยม รองลงมาคือผ้าม่านพับและผ้าม่านหลุยส์ แต่เราจะสังเกตได้ว่าไม่ว่าจะเลือกผ้าม่านในรูปแบบใด ผ้าม่านสีพื้นจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเสมอ เพราะเป็นดีไซน์ผ้าที่ไม่มีวันตกยุค สามารถใช้ได้ตลอดกาลอย่างแท้จริง

ประวัติการใช้ผ้าม่านสีพื้น: การเลือกใช้ผ้าม่านสีพื้นเริ่มตั้งแต่ยุค 3100 BC ชาวอียิปต์เป็นผู้คิดค้นวิธีการสร้างความเป็นส่วนตัวเวลาอยู่บ้าน พวกเขาจะเย็บผ้าม่านจากขนสัตว์ ผ้าม่านในสมัยนั้นจะใช้เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว สำหรับกั้นห้องระหว่างกลาง และเพื่อแบ่งแยกห้องตามสัดส่วนและวัตถุประสงค์ อย่างเช่น แบ่งโซนห้องทำอาหารจากโซนห้องนอน เป็นต้น หลังจากนั้นในยุคสมัย 6 BC ชาวยุโรปก็เริ่มมาใช้ผ้าม่านด้วยเช่นกัน ชาวยุโรปใช้ผ้าม่านเพื่อป้องกันลมหนาวและความเย็นจากภายนอก ผ้าม่านที่ใช้จะถักทอด้วยเส้นด้ายคอตตอนสีพื้น (ผ้าฝ้าย) และผ้าลินินสีพื้น ผ้าม่านแบบทอลวดลายเริ่มมาฮิตหลังจากที่คนจีนนำผ้าม่านมาใช้ในประเทศ ผ้าม่านที่คนจีนนิยมใช้คือผ้าที่ถักทอด้วยผ้าไหมจีน มีลวดลายโดดเด่น เน้นสีสันตามความเชื่อในฮวงจุ้ย แม้กระนั้น ความนิยมในการใช้ผ้าม่านสีพื้นก็ไม่เคยลดลง กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน จากการวิเคราะห์ตลาดผ้าม่านและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เราจะสังเกตได้ว่าผ้าม่านสีพื้นยังคงเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เหมาะใช้กับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ซึ่งเป็นสไตล์ที่มาแรงที่สุดตั้งแต่ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาถึงทุกวันนี้

การเลือกสีผ้าม่านให้เข้าคอนเซ็ปต์: การเลือกให้สีผ้าม่านเหมาะสมกับ Interior Design ควรดูที่สีของวอลเปเปอร์/ผนังห้อง สีเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับต่างๆในห้อง ในการเลือกสีผ้าม่านให้เข้ากับห้อง เราไม่จำเป็นต้องเลือกสีผ้าม่านเดียวกันกับสีเฟอร์นิเจอร์หรือสีวอลเปเปอร์ สิ่งที่สำคัญ คือ สีผ้าม่านต้องสามารถจับคู่หรือ “แมทช์” กับสีผนังห้องหรือสีเฟอร์นิเจอร์ได้ อย่างเช่น ผ้าม่านสีเทาสามารถใช้กับวอลล์เปเปอร์สีขาว สีครีม สีควันบุหรี่ สีฟ้า สีม่วง เป็นต้น การเลือกสีผ้าม่านเดียวกับสีวอลล์เปเปอร์จะทำให้ผ้าม่านกลมกลืนกับผนังห้อง และทำให้ห้องดูจืดชืด ไม่มีสีสัน การเลือกสีผ้าม่านให้ตัดกับสีผนังห้องเล็กน้อยจะช่วยทำให้บรรยากาศภายในห้องดูมีสีสัน มีชีวิตชีวา ตามสำนวนภาษาอังกฤษที่นักออกแบบจะชอบใช้กัน “Bring Your Room to Life” หรือ “Add Life to Your Room” เลือกผ้าม่านที่ทำให้ห้องดูมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากขึ้น

ผ้าม่านสีพื้นและความสมดุลของสีภายในบ้าน: องค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรลืมคือความสมดุลของสีสันภายในห้อง วิธีที่ดีที่สุดคือการตกแต่งบ้านด้วยกฎสี “60-30-10” เพราะเป็นกฎที่ได้รับการยอมรับจากนักออกแบบทั่วโลกว่าสามารถสร้างความสมดุลของสีสันภายในห้องได้อย่างลงตัวที่สุด จากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับการทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูมีมิติ “Fresh” และมีชีวิตชีวามากขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มกระจกในห้อง การเพิ่มหลอดไฟในบ้าน การจัดเฟอร์นิเจอร์ให้สอดคล้องกับช่องทางเดิน เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการเดินในบ้าน การแต่งผนังห้องด้วยงานศิลปะ การนำพรรณไม้มาปลูกในบ้าน เป็นต้น และแน่นอน การเลือกใช้ผ้าม่านที่เหมาะสมจะมีอิทธิพลต่อบรรยากาศห้องด้วยเช่นกัน

เลือกผ้าม่านสีพื้นหรือผ้าม่านที่มีลวดลายดี? โดยทั่วไป ผ้าม่านที่มีลวดลายจะทำให้ห้องดูมีสีสัน ไม่จืดชืด แต่ถ้าผ้าม่านมีลวดลายมากเกินไป ก็จะทำให้ห้องดูรกหูรกตา ผ้าม่านสีพื้นจะทำให้บรรยากาศภายในห้องดูสงบและสามารถช่วยยกระดับคุณภาพของการพักผ่อน ให้เรารู้สึก Relax ผ่อนคลายง่ายขึ้นเวลาอยู่บ้าน

“ผ้าม่านคือหน้าตาของบ้าน”: ไม่ว่าเราอยากได้ผ้าม่านที่มีลวดลายหรือสีพื้น ถ้าอยากให้บรรยากาศภายในบ้านมีความสมดุล เราควรเลือกสีผ้าม่านที่เข้าคอนเซ็ปต์ตามกฎ “60-30-10” ตามกฎนี้ ส่วนใหญ่ผ้าม่านจะเป็นสีกลาง (อยู่ในกลุ่ม “30”) ซึ่งก็คือสีที่ช่วยตัดกับสีหลัก (ในกลุ่ม “60”) นั่นเอง แต่ก็มีบ้านหลายหลังที่เลือกใช้สีผ้าม่านเป็นสีหลักด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ผ้าม่านเป็นสีหลักหรือสีรอง สิ่งที่สำคัญคือความสมดุล เพราะการสร้างความสมดุลของสีสันภายในบ้านจะทำให้บ้านดูสดชื่น สบายตา และน่าอยู่

เลือกสีผ้าม่านที่ถูกใจ: สิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรลืม คือ ให้เลือกสีผ้าม่านที่ถูกใจเรามากที่สุด เพราะเราคือผู้อาศัยที่อยู่บ้านและต้องเห็นผ้าม่านทุกวัน เพราะฉะนั้น ควรเลือกสีผ้าม่านที่ทำให้เรามีความสุขเวลาได้เห็นมันทุกๆครั้ง แต่ละห้องในบ้านไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าม่านสีเดียวกัน โดยทั่วไป ถ้าบ้านมีสองชั้น ผ้าม่านในชั้นล่างจะใช้สีเดียวกันทั้งหมด อย่างเช่น ผ้าม่านในห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องทานอาหารจะใช้ผ้าตัวเดียวกัน (มีเฉพาะห้องพระที่สามารถเลือกผ้าม่านที่ต่างกันได้ ผ้าม่านในห้องพระส่วนใหญ่จะใช้โทนสีทอง) ส่วนชั้นบนจะสามารถแบ่งสีผ้าม่านเป็นห้องๆได้ อย่างเช่น ห้องนอนแรกอาจเลือกใช้ผ้าม่านสีเขียว ห้องนอนที่สองอาจเลือกใช้ผ้าม่านสีฟ้า ส่วนห้องนอนที่สามอาจเลือกใช้ผ้าม่านสีชมพู เป็นต้น

ผ้าม่านในห้องนอน: การเลือกสีผ้าม่านสำหรับแต่ละห้องนอนจะอยู่ที่ความต้องการของเจ้าของห้อง และไม่จำเป็นต้องเหมือนหรือคล้ายกับผ้าม่านในห้องอื่นๆ เจ้าของห้องบางคนเลือกแต่งผ้าม่านให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับในห้อง เพื่อสร้างความสมดุลให้ห้องมีเสน่ห์ลงตัว แต่ก็จะมีหลายคนที่ต้องการสีผ้าม่านที่แหวกแนว เข้ากับคอนเซ็ปต์ส่วนตัว และเป็นสไตล์ของตัวเอง อย่างเช่น ผ้าม่านสีดำ ผ้าม่านสีกรม ผ้าม่านสีเงิน ที่อาจไม่สอดคล้องกับสีสันภายในห้องแต่อย่างใด แต่เนื่องจากการที่ห้องนอนเป็นสถานที่ส่วนตัว การเลือกสีผ้าม่านจึงไม่จำเป็นต้องเข้าคอนเซ็ปต์ก็ได้ แต่จะอยู่ที่ความพึงพอใจของเจ้าของห้องมากกว่า อย่าลืมว่า ผ้าม่านที่ดีคือผ้าม่านที่มอบความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่ผ้าม่านที่ทำตามหน้าปกนิตยสารการตกแต่งบ้าน การแต่งบ้านให้ดูสวยและน่าอยู่สำหรับตัวเราเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบ้านคือสถานที่ที่มอบความสุขให้กับเรามากที่สุด

ร้านผ้าม่าน ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส มีจำหน่ายผ้าเย็บผ้าม่านสีพื้นหลากหลายชนิด หลายสี หลายดีไซน์ ผ้าม่านสีพื้นจะมีทั้งแบบปกติและแบบเนื้อป้องกันUV ผ้าม่านกันUVคือผ้าที่ถักทอด้วยเส้นด้าย High Density Black Yarn ผ้าม่านสีพื้นแบบรุ่นป้องกันUVที่เราจำหน่ายเป็นผ้าม่านที่ฮิตในตลาดมาก เพราะมีเทกเจอร์ 3 มิติในตัว ทำให้ผ้าม่านดูสวยงาม มีมิติมากกว่าผ้าม่านพื้นธรรมดาทั่วไป หน้าร้านผ้าม่าน ATM Decor อยู่ติดถนนพาหุรัด แหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผ้าม่านสีพื้นได้ที่ 02 223 4828 หน้าร้านจะมีผ้าทำผ้าม่านสีพื้นหลายเนื้อให้เลือก รวม ผ้าม่านเนื้อซาติน ผ้าม่านเนื้อขน ผ้าม่านเนื้อกระสอบ ผ้าม่านเนื้อเทกเจอร์ และอื่นๆอีกมากมาย สำหรับใครที่ชอบผ้าม่านลายดอกไม้ ผ้าม่านทูโทน ผ้าม่านลายกราฟฟิก ผ้าม่านลายหลุยส์ ผ้าม่านลายริ้ว ฯลฯ เรามีหลายสีหลายลายให้เลือกเช่นกัน ที่ บริษัท แฟบริค พลัส มีผ้าม่านให้เลือกเติมอิ่มจุใจอย่างแน่นอน Continue reading ผ้าม่านสีพื้น เรียบหรู ยอดนิยม

ผ้าม่านกันยูวี ราคาถูก หาซื้อที่ไหน?

ผ้าม่านกันยูวี ราคาถูก 🧡🧡🧡 เมตรละเท่าไหร่ ป้องกันแสงแดดได้มากน้อยแค่ไหน วันนี้เรามาดูกัน

ผ้าม่านกันยูวีเป็นผ้าม่านรุ่นใหม่ที่ถักทอด้วยเส้นด้ายสีดำที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ต (Ultraviolet Radiation) จากแสงอาทิตย์ ผ้าม่านกันยูวีเป็นชนิดผ้าทำผ้าม่านยอดนิยมในยุคปัจจุบัน และเป็นชนิดผ้าม่านที่ฮิตมากในเมืองไทย เพราะนอกจากป้องกันรังสียูวีแล้ว ผ้าม่านชนิดนี้จะยังสามารถลดความร้อนและแสงแดดในเวลากลางวันได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย เป็นผ้าม่านระดับพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผ้าม่านของบริษัท แฟบริค พลัส ที่ได้คัดสรรแต่ผ้าม่านที่มีเนื้อหนา ทอละเอียด สีสันสวยงาม ลวดลายคมชัด และผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย

ผ้าม่านกันยูวีคืออะไร?
ผ้าม่านกันยูวี หรือ ผ้าม่านกันแสง จะมีแบบเคลือบด้านหลังและแบบไม่เคลือบ ผ้าม่านที่เป็นแบบเคลือบโฟมหรือซิลิโคนจะสามารถป้องกันแสงแดดได้ถึง 100% แต่อายุการใช้งานจะไม่เท่าผ้าม่านกันแสงแบบไม่เคลือบเพราะวัสดุเคลือบจะเสื่อมและแตกได้

 ผ้าม่านกันแดดแบบไม่เคลือบจะเป็นสอดเส้นด้ายสีดำระหว่างผืนผ้า ซึ่งจะทำให้ผ้าม่านสามารถป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านธรรมดา มีจากประเภทป้องกันแสงแดดได้  80% – 100% ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดจะอยู่ที่ความหนาและสีของผ้าม่านที่เลือก แต่องค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งคือความสามารถในการป้องกันรังสี Ultraviolet ซึ่งเป็นอง์ประกอบที่ทำให้สภาพเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านเสื่อมโทรมเร็ว ผ้าม่านกันยูวีจะกรองรังสี Ultraviolet ออก ทำให้ภายในบ้านมีความร่มเย็นและปราศจากรังสีจากแสงอาทิตย์

ผ้าม่านกันแดดแบบพลิ้วไหว อายุยาว: ผ้าม่านกันแสงแบบสอดเส้นด้ายสีดำสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 80-100% ข้อดีของผ้าม่านกันแสงชนิดนี้คือเป็นชนิดผ้าม่านที่มีความพลิ้วไหวเหมือนผ้าม่านธรรมดา มีความสวยงามทั้งสองหน้า และไม่มีการเสื่อมสภาพตลอดอายุการใช้งาน เราเลือกใช้วัตถุเส้นด้ายที่มีคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการผลิตทันสมัย เป็นสินค้าที่มีมาตรฐานสากล International Standard

ผ้าม่านกันยูวีมีเนื้อผ้าแบบไหนบ้าง?
ผ้าม่านกันยูวีมีหลากหลายเนื้อ หลากหลายชนิด เนื้อผ้ารวม เนื้อมันวาว เนื้อกำมะหยี่ เนื้อซาติน เนื้อกระสอบ เนื้อโพลีเย็สเตอร์ เนื้อยาร์นดายด์ ผ้าม่านกันยูวีจะมีหลากหลายดีไซน์เช่นกัน ลายผ้ารวม ทอลายในตัว ลายริ้ว ลายดอกไม้ พิมพ์ลาย ลายกราฟฟิก ลายเวฟ เป็นต้น ผ้าม่านกันยูวีจะมีความพลิ้วไหวเหมือนผ้าม่านปกติ เพราะเส้นด้ายสีดำที่มีคุณสมบัติป้องกันUVเป็นเส้นด้ายผ้าที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับเส้นด้ายผ้าธรรมดาทั่วไป ผ้าม่านกันยูวีจะไม่มีการเคลือบด้วยวัสดุใดๆ เป็นผลิตภันฑ์สิ่งทอ 100%

ผ้าม่านกันยูวี มีราคาเท่าไหร่?
ราคาผ้าม่านกันยูวี: ราคาผ้าม่านกันยูวีจะไปตามความหนาและน้ำหนัก ผ้าม่านกันยูวีแต่ละรุ่นจะป้องกันแสงแดดและความร้อนได้ไม่เท่ากัน อย่างเช่น ผ้าม่านกันยูวีที่มีเนื้อหนาและน้ำหนักมากจะใช้เส้นด้าย High Density Black Yarn จำนวนมากกว่า ทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดและความร้อนสูง ผ้าม่านกันยูวีที่มีเนื้อบางและเบาจะมีเส้นด้าย High Density Black Yarn จำนวนน้อย ทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดและความร้อนน้อยกว่าผ้าม่านกันยูวีเนื้อหนา อย่างไรก็ตาม ผ้าม่านกันยูวีจะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าม่านธรรมดาที่ไม่ได้ถักทอด้วยเส้นด้าย High Density Black Yarn

เราเลือกขายผ้าม่านกันยูวีที่มีระดับพรีเมี่ยม เพราะฉะนั้นเราจะไม่เลือกจำหน่ายผ้าม่านกันยูวีที่มีเนื้อบาง ผ้าม่านกันUVเนื้อถูกที่สุดที่เราจำหน่ายจะมีราคาที่ลดแล้วเหลือ เมตรละ 199 บาท เป็นผ้าม่านกันยูวีที่มีหน้ากว้าง 2.80 เมตร เรามีผ้าม่านกันยูวีหลายราคา ราคาโปรโมชั่นมีจากเมตรละ 199 บาท ไปถึงเมตรละ 399 บาท อย่างที่ได้เรียนเอาไว้ น้ำหนักและความหนาของผ้าจะมีผลต่อราคาอย่างยิ่ง จากรูปภาพ เราจะไม่สามารถรู้สึกถึงความหนาและน้ำหนักผ้าได้ เราจึงแนะนำให้เดินตลาดและสัมผัสเนื้อผ้าทุกครั้งก่อนซื้อผ้าม่าน โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ผ้าเย็บผ้าม่านจำนวนมาก

ผ้าม่านกันยูวี ใช้หน้ากว้างเท่าไหร่ดีที่สุด?
ยกระดับความสวยงามของผ้าม่านด้วยผ้าม่านไร้รอยต่อ ผ้าที่ใช้ทำผ้าม่านมีหน้ากว้างหลายขนาด ผ้าที่มีหน้าแคบอย่างเช่น ผ้าหน้ากว้างเพียง 120 ซม. หรือ 150 ซม. จะต้องนำผ้ามาตัดต่อกันเพื่อได้ขนาดหน้าต่างหรือประตูที่ต้องการ การที่ต้องตัดต่อผ้าจะทำให้ผ้าม่านมีรอยต่อ แม้ใช้ช่างผ้าม่านที่มีฝีมือดีที่สุดก็จะไม่สามารถเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อได้ วิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ผ้าม่านดูสวยงามคือการเย็บแบบซ่อนรอยต่อไว้ที่ท้องลอนผ้าม่าน ถ้าเย็บผ้าม่านแบบมีลวดลายดีไซน์ ควรต่อลายผ้าม่านให้ลงตัว เพื่อให้ลวดลายผ้าม่านต่อเนื่องตลอดผืน ไม่มีการขาดช่วงหรือขาดตอน

ผ้าม่านหน้ากว้างมากจะสามารถใช้เย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อ ผ้าทำผ้าม่านที่มีหน้ากว้างไม่มากจะไม่สามารถเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อได้ เพราะฉะนั้นควรใช้ผ้าม่านที่มีความกว้างพอสมควร อย่างเช่น ผ้าหน้ากว้าง 240 ซม. หรือ 280 ซม. การใช้ผ้าม่านหน้ากว้างขนาดนี้ เราสามารถวางหน้าผ้าตามความสูง และตัดผ้าตามความกว้างของประตูหรือหน้าต่างเท่านั้น การวางผ้าตามนี้ การตัดเย็บผ้าม่านจะง่ายและสะดวก เพราะจะไม่มีการตัดต่อผ้าใดๆ ลวดลายผ้าจะต่อเนื่องตลอดผืน ไม่ต้องซ่อนรอยต่อให้ยุ่งยาก ไม่ต้องจัดวางลายผ้าให้ต่อกันตามรอยต่อ ผ้าม่านแบบไร้รอยต่อเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะเป็นผ้าม่านที่ดูสวยงามมีระดับ เหมาะกับผ้าม่านสีพื้นและผ้าม่านแบบมีลวดลาย ผ้าม่านที่มีสีพื้นจะเหมาะกับการเย็บแบบไร้รอยต่อเพราะผ้าสีพื้นจะเห็นรอยต่อได้ชัดเจนกว่าผ้าม่านมีลาย ผ้าม่านที่มีลายจะเหมาะกับการเย็บแบบไร้รอยต่อเช่นกันเพราะลวดลายจะไม่ขาดช่วง มีความสมดุลลงตัวตลอดผืนผ้า แม้เราอาจเลือกใช้ผ้าม่านที่มีลวดลายดีไซน์ที่ดูเลิศหรูสง่างาม แต่ถ้าลวดลายไม่ต่อเนื่องก็อาจจะทำให้ผ้าม่านดูไม่สวยเท่าที่ควรจะเป็นได้

ผ้าม่านกันยูวี ราคาถูก หาซื้อที่ไหน
ผ้าม่านกันยูวี ราคาถูก มีให้เลือกมากมายในตลาดพาหุรัด แหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย ตลาดพาหุรัดมีขายผ้าสำหรับตัดเย็บผ้าม่านที่ถักทอด้วยเส้นด้ายกันยูวีหลากหลายชนิด และจะมีให้เลือกในหลายเนื้อ หลายสี และหลายดีไซน์เช่นกัน ราคาในตลาดพาหุรัดจะเป็นราคาส่ง ขายต่อเมตร ได้ราคาถูกแน่นอน

ผ้าม่านกันยูวี หน้ากว้าง 280 ซม. คือ หน้ากว้างที่มีความสมดุลลงตัว
เราเลือกจำหน่ายผ้าม่านกันยูวี แบบมีหน้ากว้าง 280 ซม. หรือ 2.80 เมตร เพื่อให้สามารถเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อ การใช้จำนวนผ้าจะน้อยกว่าผ้าม่านหน้าปกติอย่างเช่น ผ้าหน้ากว้าง 1.20 เมตร หรือ 1.50 เมตร ประมาณเท่าตัว อย่างเช่นถ้าช่างผ้าม่านจะต้องใช้ผ้าหน้ากว้าง 1.20 เมตร ถึง 50 เมตร ในการตัดเย็บผ้าม่านทั้งหมด การซื้อผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร จะต้องใช้เพียงแค่ 25 เมตร หรือครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะผ้ามีหน้ากว้างกว่ามากกว่าสองเท่า ซื้อผ้าหนึ่งเมตรแบบหน้ากว้าง 2.80 เมตร จะเท่ากับซื้อผ้าสองเมตรแบบหน้ากว้าง 1.40 เมตร และได้ผ้ามากกว่าซื้อผ้าสองเมตรแบบหน้ากว้าง 1.20 เมตร

วิธีการซื้อผ้าม่านที่ดีที่สุด ให้จับผ้าก่อนซื้อ: น้ำหนักและความหนาของผ้าจะมีผลต่อราคาอย่างมาก ดููจากรูปภาพ เราจะไม่สามารถรู้สึกถึงความหนาและน้ำหนักผ้าได้ เราจึงแนะนำให้เดินตลาดและสัมผัสเนื้อผ้าทุกครั้งก่อนซื้อผ้าม่าน โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ผ้าเย็บผ้าม่านจำนวนมาก

ผ้าม่านกันยูวี หน้ากว้าง 2.80 เมตร มีราคาตามนี้ โปรโมชั่นลด 50% สำหรับผ้าม่านกันUVทุกชนิด!

ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 399 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 199 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 99 บาท)
ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 499 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 249 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 124 บาท)
ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 599 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 299 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 149 บาท)
ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 659 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 329 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 164 บาท)
ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 719 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 359 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 179 บาท)
ผ้าม่านกันยูวี ราคาเมตรละ 799 บาท ลด 50% เหลือ เมตรละ 399 บาท   (เท่ากับผ้าหน้ากว้าง 1.40 เมตร ราคาเมตรละ 199 บาท)

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผ้าม่านกันยูวีได้ที่ 02 223 4828 ร้านผ้าม่าน ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส อยู่ริมถนนพาหุรัด ตลาดพาหุรัดเป็นแหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย ลูกค้าสามารถดูแผนที่ถนนพาหุรัดและร้านผ้าม่าน ATM Decorได้ตามลิงค์

Continue reading ผ้าม่านกันยูวี ราคาถูก หาซื้อที่ไหน?

ผ้าม่านควรมีลอนแบบไหน? ให้เย็บออกมาดูสวย มีความสมดุล

การเลือกเย็บผ้าม่านแบบมีลอน🧡🧡🧡คือเพื่อให้ผ้าม่านดูสวยหรู มีความพลิ้วไหว และมีรูปทรงที่นุ่มนวลอ่อนช้อย การติดผ้าม่านที่มีลอนสวยๆ จะทำให้บ้านดูภูมิฐาน มีสง่าราศี และเป็นการแสดงฐานตัวตนอย่างหนึ่งว่ามีสไตล์หรือมีรสนิยมในการตกแต่งบ้านที่ดี มีเสน่ห์ที่สะท้อนถึงความสง่างามและหรูหราทรงคุณค่า”Luxury Lifestyle” และความสำเร็จของผู้ที่อยู่อาศัย

รูปแบบผ้าม่านที่เย็บแบบมีลอน: ลอนผ้าม่านจะคำนวณตามความกว้าง และไม่เกี่ยวกับส่วนสูงของผ้าม่าน โดยทั่วไป รูปแบบผ้าม่านที่มีลอนจะมี ผ้าม่านตาไก่ ผ้าม่านคอกระเช้า ผ้าม่านจีบ และ ผ้าม่านหลุยส์ ความแตกต่างหลักๆ จะอยู่ที่หัวผ้าม่านเท่านั้น ส่วนรูปทรงของผ้าม่านจะไม่ต่างกันมากนัก ผ้าม่านพับและผ้าม่านสอดรางจะไม่มีลอน ผ้าม่านพับจะมีลักษณะแบนเพื่อให้การดึงขึ้นง่ายและสะดวก ส่วนผ้าม่านสอดรางจะไม่มีลอนเพราะการแขวนผ้าม่านในลักษณะนี้จะทำให้ไม่สามารถทำลอนได้

ลอนผ้าม่านที่ดูสวย ควรเผื่อเท่าไหร่?: การคำนวณลอนผ้าม่านจะสามารถคูณเท่าไหร่ก็ได้ มาตรฐานจะอยู่ที่สองเท่าถึงสามเท่า ถ้าน้อยกว่าสองเท่า จะทำให้ผ้าม่านไม่มีลอนหรือมีลอนน้อย ถ้ามากกว่าสามเท่า จะทำให้ผ้าม่านมีลอนนูนและติดกันมากเกินไป ทำให้ผ้าม่านดูเกะกะรกหูรกตา ผ้าม่านที่ดูสวยงามและลงตัวที่สุดคือ 2.5 เราจะต้องคำนวณผ้าที่ต้องใช้โดยการนำความกว้างของหน้าต่างมาคูณกับตัวเลข 2.5 การวัดความกว้างของหน้าต่างจะต้องเผื่อด้านซ้ายและด้านขวาทุกครั้ง ตามมาตรฐานในการวัดหน้าต่าง ให้เผื่อข้างละ 10 ซม แต่ถ้าหน้าต่างอยู่หัวมุมห้อง ให้เผื่อถึงสุดขอบผนัง เราจะต้องเผื่อความกว้างของผ้าม่านเพื่อไม่ให้แสงแดดสามารถผ่านทางช่องระหว่างหน้าต่างและด้านข้างของผ้าม่าน

สูตรคำนวณที่สามารถจัดลอนตามลวดลายได้: การเลือกใช้สูตรคูณ 2.5 เท่า เราจะสามารถจัดลวดลายผ้าตามลอนผ้าม่านได้ ทำให้ผ้าม่านมีความสวยงามอย่างลงตัวที่สุด เพราะลวดลายผ้าจะสอดคล้องกันในทุกลอน ลอนผ้าม่านจะแบ่งเป็นท้องลอนและสันลอน ผ้าม่านบางดีไซน์จะมีลายใหญ่และกว้าง ทำให้ต้องตัดเย็บแบบมีลอนสลับกันทุกๆสองลอน แต่สำหรับผ้าม่านลายทั่วไป ช่างเย็บผ้าม่านจะสามารถจัดให้ลวดลายลงตัวกับลอนผ้าม่านทุกลอน

การคำนวณลอนผ้าม่าน: ในการคำนวณผ้าสำหรับทำผ้าม่าน เราสามารถใช้สูตรคูณเท่าไหร่ก็ได้ระหว่าง 2-3 ในตัวอย่าง เราจะเลือกใช้สูตรคูณ 2.5 เพื่อให้ผ้าม่านมีความพลิ้วไหวและดูสวยงามลงตัวที่สุด ยกตัวอย่าง ถ้าหน้าต่างมีความกว้าง 1 เมตร สมมุติว่าหน้าต่างอยู่กลางห้องและไม่ติดขอบหรือเฟอร์นิเจอร์ใดๆ เราจะต้องเผื่อความกว้าง 20 ซม. ก่อน เพราะต้องเผื่อข้างซ้าย 10 ซม. และข้างขวา 10 ซม. เพราะฉะนั้นความกว้างที่เราจะใช้ในการคำนวณคือ 1.2 เมตร ตามสูตรลอน นำความกว้าง 1.2 เมตร ไปคูณกับ 2.5 เพื่อให้ได้ความยาวของผ้าที่จะต้องตัด 

ความยาวของผ้าที่จะต้องตัด: 1.2 เมตร x 2.5 = 3 เมตร

จำนวน 3 เมตร คือความยาวของผ้าที่จะต้องใช้สำหรับเย็บผ้าม่านที่มีความกว้าง 1.2 เมตร อย่างที่เรียนข้างต้น การคำนวณลอนผ้าม่านจะไม่เกี่ยวกับส่วนสูง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผ้าม่านจะมีความสูงเท่าไหร่ ถ้าต้องการเย็บผ้าม่านที่มีความกว้าง 1.2 เมตร เราจะต้องตัดผ้าให้มีความยาว 3 เมตร ทุกครั้ง เพื่อให้ได้ลอนขนาด 2.5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ให้ผ้าม่านมีความสวยงามและพลิ้วที่สุด

จำนวนผ้าที่จะต้องใช้ทำผ้าม่าน: ในการคำนวณผ้าที่จะต้องใช้ทำผ้าม่าน ความยาว 3 เมตร คือส่วนกว้างของผ้าม่านเท่านั้น ความสูงยังไม่ได้คำนวณ ในตัวอย่าง ถ้าหน้าต่างมีความกว้าง 1.2 เมตร และความสูง 1.5 เมตร เราจะต้องใช้ส่วนสูงในการคำนวณความยาวของผ้าแต่ละชิ้นที่จะต้องมาต่อกัน ถ้าเลือกใช้ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร สำหรับทำผ้าม่าน เราจะไม่ต้องต่อผ้า การคำนวณจะง่าย เพราะสามารถใช้หน้ากว้างของผ้าเป็นส่วนสูงของผ้าม่านได้ทันที ซื้อผ้าเพียง 3 เมตร ก็สามารถนำมาเย็บผ้าม่านแบบมีลอนได้แบบไม่ต้องตัดต่อผ้า การเย็บจะง่ายและสะดวก เพราะเหตุผลนี้ ผ้าม่านหน้ากว้างพิเศษจึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในตลาด ผ้าที่ใช้ทำผ้าม่านในตลาดเมืองไทยจะใช้แบบหน้ากว้าง 1.5 เมตร (60 นิ้ว) เพราะฉะนั้นในตัวอย่าง เราจะคำนวณด้วยผ้าหน้ากว้าง 1.5 เมตร 

ขั้นตอนการคำนวณผ้าสำหรับทำผ้าม่าน

คำนวณความยาวของผ้าที่ต้องมาต่อกัน: อย่างที่เราได้คำนวณกัน ความยาวของผ้าที่จะต้องใช้สำหรับเย็บผ้าม่านกว้าง 1.2 เมตร คือ 3 เมตร 

คำนวณจำนวนชิ้นผ้าที่จะต้องนำมาต่อกัน: ถ้าเลือกใช้ผ้าหน้ากว้าง 1.5 เมตร สำหรับทำผ้าม่าน เราจะต้องใช้ผ้าสองสิ้น เพื่อมาต่อกันให้ได้ 3 เมตร

จำนวนผ้าที่จะต้องซื้อ: พอคำนวณจำนวนชิ้นของผ้าที่ต้องใช้แล้ว เราจะต้องคำนวณความยาวของแต่ละชิ้น ความยาวของผ้าชิ้นหนึ่งก็คือความสูงของผ้าม่านที่ต้องการนั่นเอง ถ้าหน้าต่างมีความสูง 1.5 เมตร ผ้าม่านควรทิ้งลงมาใต้หน้าต่าง 20-30 ซม. และควรเผื่อสำหรับติดรางผ้าม่านเหนือหน้าต่างอีก 10 ซม. เพราะฉะนั้นจะต้องเผื่อความสูง 40 ซม. นอกจากนี้ เราจะต้องเผื่อเย็บริมด้านบนและด้านล่างอีกด้านละ 15 ซม. เพราะฉะนั้นจะต้องบวกเพิ่มอีก 30 ซม. เท่ากับว่าชิ้นหนึ่งจะต้องใช้ผ้า 1.5 + 0.4 + 0.3 = 2.2 เมตร ทั้งหมดต้องใช้ผ้าสองชิ้น เท่ากับว่าผ้าที่จะต้องซื้อคือ 2.2 เมตร x 2 = 4.4 เมตร ถ้าจะเย็บสายรัดม่านด้วย ให้เผื่ออีก 30 ซม. เท่ากับว่าต้องซื้อผ้าทั้งหมด 4.7 เมตร 

จำนวนผ้าที่ใช้สำหรับทำผ้าม่าน: จากการคำนวณข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การคำนวณผ้าม่านแบบให้มีลอนสวยๆ งามๆ จะต้องใช้ผ้าถึง 4.7 เมตร ในสูตรนี้ เราใช้ผ้าหน้ากว้าง 1.5 เมตร ถ้าเลือกใช้ผ้าหน้ากว้างพิเศษ อย่างเช่น ผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร เราจะใช้ผ้าทั้งหมด 3 เมตร

ลอนผ้าม่านสำหรับม่านตาไก่: ในการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ผ้าม่านตาไก่จะเป็นรูปแบบผ้าม่านที่นิยมใช้มากที่สุด และการจัดลายผ้าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ผ้าม่านเย็บออกมาแล้วดูสวยงาม มีความสมดุล ดีไซน์บางลายจะมีระเบียบ มีแบบแผน อย่างเช่น ลายหลุยส์ ลายดอกไม้ ลายต้นไม้ ลายริ้ว สำหรับลวดลายเหล่านี้ การจัดวางลอนให้ลงล็อคและสอดคล้องกับลายจะทำให้ผ้าม่านดูดี มีสง่าราศี การตัดเย็บผ้าม่านตาไก่ด้วยผ้าลายหลุยส์จะเน้นการจัดลอนเป็นพิเศษ เพราะลายหลุยส์จะต้องลงล็อกกับคลื่นลอน (คลื่นลอนจะประกอบด้วยสันลอนและท้องลอน) เพื่อให้ลายผ้าม่านดูสวยงาม มีความสมดุล ดูมีระเบียบ

ร้านขายผ้า ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส มีจำหน่ายผ้าสำหรับตกแต่งบ้านหลายประเภท รวม ผ้าม่าน ผ้าหุ้มเบาะ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์หวาย ผ้าปูโต๊ะ ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมเตียง เป็นต้น ในส่วนของผ้าม่าน จะมีตัวเลือกทั้งแบบผ้าม่านกันแสง UV และแบบผ้าม่านธรรมดา ผ้าเย็บผ้าม่านจะมีให้เลือกแบบหน้ากว้างพิเศษ 2.80 เมตร (110 นิ้ว) สำหรับตัดเย็บผ้าม่านแบบไร้รอยต่อ และแบบหน้ากว้าง 1.5 เมตร (60 นิ้ว) ซึ่งเป็นหน้ากว้างมาตรฐานในประเทศไทย ผ้าทุกชนิดจำหน่ายในราคาส่ง หน้าร้านขายผ้าอยู่ใจกลางตลาดพาหุรัด แหล่งต้นทุนและตลาดผ้าประเทศไทย

ร้านผ้าม่าน ATM Decor บริษัท แฟบริค พลัส มีจำหน่ายผ้าม่านหลากหลายชนิด ขายราคาส่ง

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้าผ้าม่านและผ้าหุ้มเบาะแต่ละชนิดได้ที่ 02 223 4828 Continue reading ผ้าม่านควรมีลอนแบบไหน? ให้เย็บออกมาดูสวย มีความสมดุล

ผ้าม่านสีเทา หลากหลายโทน หลากหลายคอนเซ็ปต์

ผ้าม่านสีเทา 🧡🧡🧡 เป็นสียอดนิยมในการตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์น ดูภูมิฐาน มีเสน่ห์แห่งความเรียบหรู
ผ้าม่านสีเทาและอินทีเรีย ดีไซน์ยุคใหม่ 🧡🧡🧡 ผ้าม่านสีเทาเป็นสียอดนิยมในคอนเซ็ปต์การตกแต่งแนวโมเดิร์น ผ้าม่านสีเทาเป็นสีผ้าม่านที่ดูสวยงามมีระดับ เป็นสีปลอดภัย ดูมีภูมิฐาน ผ้าม่านสีเทาสามารถใช้ควบคู่กับอินทีเรียดีไซน์หลายสไตล์ และสามารถแมทช์กับสีผนังและวอลล์เปเปอร์ในหลายโทนหลายเฉด ไม่ว่าจะเป็น วอลล์ห้องสีขาว วอลล์ห้องสีออฟไวท์ วอลล์ห้องสีครีม วอลล์ห้องสีเขียวอ่อน วอลล์สีม่วงพาสเทล วอลล์ห้องสีโอรสอ่อน วอลล์ห้องสีเทาอ่อน วอลล์ห้องสีควันบุหรี่ วอลล์ห้องสีฟ้าอ่อน วอลล์สีน้ำตาล เป็นต้น เราสามารถเติมเต็มความสวยงามใน อินทีเรีย ดีไซน์ ด้วยการใช้ปลอกหมอนอิงหรือเก้าอี้โซฟาสีเทา ให้กลมกลืนกับผ้าม่าน หรือใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาว/สีครีมเพื่อตัดกับสีเทา ช่วยดึงดูดความสนใจไปที่ผ้าม่าน และทำให้ห้องดูสว่างตาด้วยเช่นกัน

ผ้าม่านโทนสีเทามีแบบไหนบ้าง? ผ้าม่านสีเทามีหลากหลายเฉดหลากหลายโทน อย่างเช่น ผ้าม่านสีเทาเงิน ผ้าม่านสีควันบุหรี่ ผ้าม่านสีเทาอมฟ้า ผ้าม่านสีเทาอ่อน ผ้าม่านสีเทาชาร์โคล ผ้าม่านสีเทา “Ash” ผ้าม่านสีเทาตะกั่ว ผ้าม่านสีเทาหม่น ผ้าม่านสีเทาเข้ม เป็นต้น

ผ้าม่านสีเทา ดูทันสมัย “Modern Interior” 🧡🧡🧡 การเลือกติดผ้าม่านสีเทาในห้องเป็นทางเลือกที่เซฟ เพราะเป็นสีผ้าม่านที่เข้ากับการตกแต่งภายในได้หลายแนว เหมาะใช้กับสไตล์คลาสสิกและสไตล์โมเดิร์น ผ้าม่านสีเทาเป็นสียอดนิยมในประเทศไทยอย่างยิ่งเพราะเป็นสีมงคล ดูสวยงามทันสมัย มีเสน่ห์แห่งความ “Elegance” และเป็นสีผ้าม่านที่ทำให้บรรยากาศบ้านดูปลอดโปร่ง อบอุ่น และดูน่าอยู่ยิ่งขึ้นอีกด้วย  Continue reading ผ้าม่านสีเทา หลากหลายโทน หลากหลายคอนเซ็ปต์

ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน

ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน (ไม่เรียงตามลำดับ)
ผ้าทำม่านมีลักษณะแบบไหนบ้าง? ลักษณะผ้าแบบไหนที่เหมาะสำหรับตัดเย็บผ้าม่าน? ลักษณะของผ้าโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับการทอเส้นด้าย ผ้าที่มีชนิดเดียวกันอาจใช้ขนาดเส้นด้ายที่แตกต่างกัน เวลาโรงงานผ้าม่านปั่นเส้นด้าย ร้านผ้าม่านสามารถสั่งกำหนดได้ว่าจะใช้เส้นด้ายเบอร์เล็กหรือเส้นด้ายเบอร์ใหญ่ ถ้าทางร้านผ้าม่านอยากได้ผ้าม่านที่มีความละเอียดอ่อนมาก ก็จะสั่งให้โรงงานทอผ้าด้วยเส้นด้ายเบอร์เล็ก เส้นด้ายขนาดเล็กสามารถทอได้อย่างละเอียดอ่อนและแน่นกว่าเส้นด้ายขนาดใหญ่ แต่กระบวนการ (Processing) ในการปั่นเส้นด้ายเล็กจะต้องมากกว่าและยากกว่าเส้นด้ายขนาดใหญ่ด้วย ในการปั่นทอผ้าด้วยเส้นด้ายขนาดเล็ก ร้านผ้าม่านจะได้ผ้าที่มีความละเอียดอ่อนแต่ไม่ค่อยหนา เหมาะทำกับผ้าม่านที่เน้น Soft Touch มากกว่าประสิทธิภาพในการกันแสง ถ้าร้านผ้าม่านอยากได้ผ้าที่มีเนื้อหนาและกันแสงได้ดี โดยที่ไม่ต้องละเอียดอ่อนมากนัก ก็สามารถสั่งโรงงานให้ทอผ้าด้วยเส้นด้ายเบอร์ใหญ่ได้

ร้านผ้าม่านมักจะเลือกสั่งโรงงานผ้าให้ผลิตผ้าทำม่านด้วยเส้นด้ายเบอร์ใหญ่แต่ร้านขายเสื้อผ้ามักจะเลือกสั่งโรงงานให้ผลิตผ้าที่ใช้เส้นด้ายเบอร์เล็ก เพราะความต้องการของตลาดผ้าแต่ละตลาดไม่เหมือนกัน ตลาดผ้าม่านต้องการผ้าที่มีเนื้อหนา ไม่เน้นความละเอียดอ่อน แต่ตลาดเสื้อผ้าจะเน้นความละเอียดอ่อนของผ้า สวมแล้วไม่คัน ต้องเป็นผ้าที่ระบายอากาศดี ใส่แล้วไม่ร้อน เป็นต้น

ผ้าม่านที่ดีนอกจากตัดเย็บให้เข้ารูปหน้าต่างประตูบ้านแล้ว ยังควรเป็นมิตรกับผู้ใช้และสอดคล้องกับ Interior Design ของห้องอีกด้วย การเลือกผ้าทำผ้าม่านควรเลือกใช้ผ้าที่ทนทานต่อแสงแดด สีไม่ซีดจางลงง่าย ดูสวยใหม่ในระยะยาว และดูแลรักษาง่ายและสะดวก

การเลือกผ้าทำม่านที่ดีควรมองที่ความสวยงาม ความเป็นมิตรกับผู้ใช้ (User-Friendly) และความสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์อินทีเรียดีไซน์ ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการผ้าม่านที่ทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน บางคนต้องการผ้าม่านที่ดูแลรักษาทำความสะอาดง่าย ส่วนบางคนต้องการผ้าม่านที่มีเนื้อเงาประกายให้ห้องดูสวยหรู เป็นต้น การเลือกผ้าทำม่านต้องสอดคล้องกับความต้องการของเราจากผ้าม่าน วันนี้เรามาดูกันว่าผ้าทำม่านแต่ละชนิดมีแบบไหนบ้างและคุณสมบัติของผ้าแต่ละอย่างที่โดดเด่น

ผ้าทำผ้าม่านควรรักษารูปทรงสวย ไม่ยับง่าย ไม่ลุ่ยหรือง่ายต่อการขีดข่วน และมีเนื้อหนาแน่นสำหรับการป้องกันแสงแดด การใช้ผ้าม่านกันยูวีในตัวจะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ การทอเส้นด้ายกันรังสีในเนื้อผ้าจะยกระดับของความทนทานและประสิทธิภาพของผ้าม่านในการป้องกันแสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่ผ้าที่มีการทอเส้นด้ายกันยูวีจะใช้กับผ้าใยสังเคราะห์ Polyester

1) ผ้าชนิดใยสังเคราะห์โพลีเย็สเตอร์ (Polyester): ผ้าใยสังเคราะห์ เป็นผ้าที่เหมาะใช้สำหรับทำผ้าม่านเพราะเป็นผ้าที่ไม่จับฝุ่น ไม่ยับง่าย และมีน้ำหนักทิ้งตัวดี ผ้าใยสังเคราะไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อย ใช้ได้กับผ้าม่านลายพิมพ์และทอลายในตัว มีคุณสมบัติการรักษารูปทรงดี ไม่ยืดหรือหดง่ายๆ ไม่ลุ่ย ไม่ขุย ทนทาน ยากต่อการชำรุดจากรอยขีดข่วน สีไม่ซีดง่าย ซักเครื่องได้ ทำความสะอาดสะดวก พื้นผิวผ้าดูใหม่ในระยะเวลานาน เหมาะสำหรับทำผ้าม่านและการใช้ตกแต่งภายในอย่างยิ่ง

ผ้าโพลีเย็สเตอร์จะเหมาะกับการทำผ้าม่านเป็นอย่างมากเพราะเรื่องของความทนทาน การต่อต้านแสงแดดดีเยี่ยม สีไม่จางลงหลังจากซัก เนื้อผ้าไม่หดหลังโดนน้ำ และยังเป็นชนิดผ้าที่รักษารูปทรงสวยงามในระยะยาวอีกด้วย ผ้าโพลีเย็สเตอร์สมัยนี้จะประยุกต์ใช้ทอกับเส้นด้ายกันยูวี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ความร้อน และรังสี Ultraviolet

2) ผ้าชนิดซาติน (Satin): ผ้าม่านซาติน เป็นชนิดผ้าที่มีความเงาข้างหนึ่งแต่ด้านอีกข้างหนึ่ง ข้างที่เงาจะสะท้อนแสงแล้วดูสวยโดดเด่นคล้ายๆกับผ้าไหม เป็นผ้าที่ไม่จับฝุ่นบ่อยแต่เย็บยากเพราะผิวผ้าลื่นมากและสามารถลุ่ยได้ง่าย

ผ้าซาตินจะมีความเงาและลื่น ทำให้ไม่เกาะฝุ่นและรักษาทำความสะอาดง่าย เนื้อผ้าจะนุ่มต่อสัมผัส เราสามารถนำผ้าซาตินมาประยุกต์ใช้ในการตัดเย็บเสื้อผ้าและยังเป็นที่นิยมใช้กันในการตกแต่งภายใน ผ้าชนิดนี้เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นดี รักษาทรงรูปสวย ซักง่ายแห้งเร็ว แต่อาจเหมาะกับเสื้อผ้ามากกว่าผ้าม่าน ซึ่งต้องการความทนทานและประสิทธิภาพสูงในการป้องกันแสงแดด

3) ผ้าชนิดแจ๊คการ์ด (Jacquard):เป็นชนิดผ้าทอลายในตัว เป็นผ้าที่เหมาะมากสำหรับทำผ้าม่าน เพราะลายในตัวดูสวยชัด และเวลาซัก สีจะไม่ตก ลายผ้าทอลึกลงไปในผ้า ทำให้ลายผ้าทนทาน สีไม่จางลงง่ายๆ ดูสวยคงเดิมในระยะยาว ผ้าลายแจ็คการ์ดจะเป็นผ้าทอลายในตัว ไม่มีการใช้ระบบพิมพ์ลายหรือ “Printing” เพราะฉะนั้นสีของดีไซน์ผ้าจะไม่ซีดหรือจางลงเหมือนผ้าพิมพ์ลาย

4) ผ้าชนิดฝ้าย (Cotton): ผ้าฝ้ายเหมาะสำหรับตัดเย็บผ้าม่านเพราะมีความหนา ทิ้งตัวดีมีน้ำหนัก สีและลายพิมพ์บนพื้นผิวผ้าคมชัด สวยเด่น และสามารถนำมาซักทำความสะอาดง่าย ข้อเสียของผ้าฝ้ายคือซักผ้าม่านแล้วจะหด ผ้าจับฝุ่นง่าย ต้องทำความสะอาดบ่อย

ผ้าฝ้ายเป็นผ้าอีกชนิดหนึ่งที่มาจากธรรมชาติและนิยมใช้ในการทำผ้าม่านเพราะมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการถ่ายเทอากาศในห้อง ข้อเสียของผ้าม่านฝ้ายอยู่ที่การเลอะสกปรกง่าย ทำให้ต้องซักบ่อย ยับง่าย ทำให้ต้องรีดบ่อย แต่อายุการใช้งานถือว่าดีเยี่ยมเพราะเป็นชนิดผ้าที่ทนทานต่อแสงแดด ผ้าฝ้ายใช้งานได้นานแต่สีจะซีดไวกว่าผ้าชนิดใยสังเคราะห์

5) ผ้าชนิดกำมะหยี่ (Velvet): เนื้อผ้ากำมาหยี่เหมาะสมกับการตัดเย็บทำผ้าม่านเพราะเป็นชนิดผ้าที่มีเนื้อหนาแน่นและหนัก ผ้าเนื้อนี้เพิ่มเสน่ให้กับหน้าตาของห้องได้อย่างดีเพราะเป็นเนื้อผ้าที่เงาเป็นประกาย คนต่างชาติชอบพูดว่าผ้าเนื้อกำมะหยี่ หรือ ผ้าชนิด Velvet เป็นผ้าที่เหมาะกับทำผ้าม่านธีมพระราชา (Royalty) ผ้ารุ่นนี้จะมีเนื้อที่ออกเงา ดูเด่นสวย ผ้ากำมะหยี่ช่วยบังแสงแดดไม่ให้เข้ามาในบ้านได้ดี โดยเฉพาะผ้ากำมะหยี่สีเข้มจะกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน แต่ผ้าม่านสีอ่อนจะทำให้พื้นที่ห้องดูปลอดโปร่ง โล่งสบายตากว่า ข้อเสียของผ้ากำมะหยี่คือต้องปัดฝุ่นบ่อยเพราะมีผิวเนื้อผ้าที่จับฝุ่นง่ายกว่าผ้าทำม่านชนิดอื่น

ผ้ากำมะหยี่เป็นที่นิยมใช้ในการตัดเย็บผ้าม่านเพราะดูมีงดงามมีเสน่ห์ ทำให้ห้องมีภาพลักษณ์หรูหรา ดูสวยอย่างมีระดับ ผ้ากำมะหยี่มีข้อดีในเรื่องของความนุ่มสบายต่อสัมผัส แต่การรักษาทำความสะอาดจะไม่ง่ายเหมือนผ้าโพลีเย็สเตอร์หรือผ้าซาติน เพราะจะจับฝุ่นค่อนข้างง่าย และชำรุดเสื่อมได้ง่ายเวลาโดนความชื้นมากๆ

6) ผ้าไหม (Silk): ผ้าไหมจะมีความสวยสง่างามของเส้นใยธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นชนิดผ้าไทยที่มีเสน่ห์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ผ้าไหมทำจากเส้นใยที่มาจากธรรมชาติ (คายออกจากหนอนไหม) มีคุณสมบัติที่นุ่มสบายต่อสัมผัส มีเนื้อที่เหนียวแน่นทำให้ยืดหยุ่นดี ข้อเสียของการใช้ผ้าไหมทำผ้าม่านอยู่ที่อายุการใช้งานเมื่อเทียบกันกับผ้าใยสังเคราะห์ เส้นใยไหมจะเสื่อมคุณภาพได้เวลาโดนความร้อนสูงจากแสงแดด และยังสามารถชำรุดได้เพราะมีเส้นใยที่แมลงชอบกัดกิน ทำให้ผ้าชนิดนี้ดูแลยากกว่าผ้าชนิดอื่นๆ เราสามารถนำผ้าไหมไปประยุกต์ใช้กับเครื่องนุ่งห่มและการตกแต่งภายใน (Interior Design) จุดเด่นของผ้าไหมอยู่ที่เป็นชนิดผ้าเดียวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันงดงามของประเทศบ้านเรา และให้ชาวโลกได้เห็นถึงผลงานสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

ผ้าไหมเป็นชนิดผ้าที่มีความงดงามของเส้นไหมที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ผ้าชนิดนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นเนื้อผ้าที่สวยหรูดูมีเสน่ห์ ได้รับ Global Recognition ในเรื่องของคุณภาพและความสร้างสรรค์ในศิลปวัตถุที่ถ่ายทอดความเป็นไทย

7) ผ้าลินิน (Linen): ผ้าลินินเป็นชนิดผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติเช่นเดียวกับผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่จะแตกต่างกันตรงที่วัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มาจากพืชแฟลกซ์ (Flax) จุดเด่นของผ้าลินินจะคล้ายกับผ้าฝ้ายซึ่งจะอยู่ที่ความทนทาน (เพราะมีเส้นใยที่เหนียวแน่น) มีคุณสมบัติที่ดูดความชื้นจากอากาศ และช่วยในการถ่ายเทอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ผ้าลินินสามารถนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าได้ดี เพราะใส่แล้วไม่ร้อนแถมยังนุ่มสบายต่อสัมผัสอีกด้วย ผ้าม่านลินินก็จะมีข้อดีเดียวกับผ้าฝ้ายเช่นกัน นั่นก็คือเป็นผ้าม่านที่ระบายอากาศในห้องได้ดี ทำให้ห้องไม่รู้สึกร้อนอบอ้าว แต่ข้อเสียจะอยู่ที่มีคุณสมบัติที่ยับง่าย ทำให้เวลาใช้เป็นระยะเวลานานแล้วจะต้องถอดมารีดใหม่เพื่อรักษารูปทรงเดิม

ผ้าลินินเป็นชนิดผ้าที่มีความทนทานสูง เป็นผลิตภันฑ์ธรรมชาติที่มาจากพืชแฟลกซ์ ผ้าลินินจะมีคุณสมบัติคล้ายกันกับผ้าฝ้าย นั่นก็คือมีประสิทธิภาพสูงในการระบายอากาศและนุ่มต่อสัมผัส  อาจเหมาะกับการใช้ตัดเย็บเสื้อผ้ามากกว่าผ้าม่าน

ผ้าทำม่านแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ผ้าบางประเภทจะเหมาะกับการตัดเย็บผ้าม่านที่ทำความสะอาดง่ายและสะดวก แต่บางชนิดจะดูแลรักษายากกว่าแต่เหมาะกันการตกแต่งบ้านแบบสวยหรูอลังการ ที่สำคัญคือเราต้องเลือกผ้าทำม่านที่สอดคล้องกับความต้องการของเราและจุดประสงค์ที่ต้องการได้จากผ้าม่าน ถ้าเราอยากได้ผ้าม่านที่ทนทาน ไม่จับฝุ่น และดูแลรักษาง่าย การเลือกผ้าม่านเนื้อโพลีเย็สเตอร์จะเหมาะที่สุด ถ้าเราอยากได้ผ้าม่านที่สะท้อนถึงศิลปะและวัฒนธรรมไทย การเลือกใช้ผ้าไหมมาตัดผ้าม่านอาจเหมาะสมกว่า เป็นต้น 

ร้านผ้าม่าน Fabric Plus (ถนนพาหุรัด) ขายปลีกและส่ง ผ้าสำหรับตัดเย็บผ้าม่านหลากหลายประเภท คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาประหยัด เรานำเข้าเอง มีโชว์รูมให้ลูกค้าได้ชมผ้าแบบจุใจ ในร้านมีผ้าสำหรับทำผ้าม่านเป็นม้วนๆ มีแบบอย่างผ้าม่านให้ชมมากมาย เรามีบริการตัดเย็บและติดตั้งครบวงจรในทุกแห่งในกรุงเทพฯ Continue reading ผ้าทำม่านที่เหมาะสุดๆ กับการตัดเย็บผ้าม่าน